ในหนังแขกเนี่ยนะ.....ลองสังเกตุดูนะคะว่าเขามีสาระอะไรแฝงไว้.....
พี่แดงเห็นการรงค์ต่างๆๆค่ะ...หลายอย่างนะคะเช่น
*** ฉากที่ตัวแสดงเช่นพระเอกนางเอกถูกรถชนอย่างน่ากลัวแบบจับใจเลยหละค่ะ.....เขารณรงค์เรื่องอุบัติเหตุจราจร.....พี่แดงว่าถ้าใครดูแล้วจะ....ชงัดเลย....ติดตาติดใจทำให้ผุดอยู่ในความทรงจำเมื่อเราออกสู่ท้องถนน....เช่นเรื่องฟ้ามิอาจกลั้นรัก.....โลกสร้างมาให้เรารักกัน...ท้าหัวใจพ่อ.....เวปไซด์ความรักดอทคอม.....
เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสอนเรื่องความรัก ความกตัญญุต่อผู้มีพระคุณ ทำดีได้ดี ทำไม่ดีก็ได้รับผลของการกระทำที่ไมดี นอกจากนี้ยังมีบทที่สร้าวความสะเทือนใจให้ตัวละครจนผู้ชมอย่างพวกเรา ๆ ประทับใจจนน้ำตาไหลมานักต่อนักแล้ว เรื่องพวกนี้ผมว่าไม่มีหนังชาติไหน ๆ ทำได้ดีเท่าหนังอินเดีย ของไทยเราก็พอมีบ้าง แต่ก็นาน ๆ ครับ ผมว่าบทหนังไทยยังอ่อนไปเมื่อเทียบกับหนังอินเดีย แบบว่าหนังไทยเอาใจวัยรุ่น ไม่สนใจที่มาที่ไป ไม่มีเหตุผลรองรับของตัวละครว่าทำไมเป็นแบบนั้น ทำไมทำแบบนี้ คิดแต่ว่ามันคือหนัง ไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งผมว่าคิดผิด เพราะทุกวันทุกคนเริ่มหาเหตุผลในการดูหนัง จะหาเหตุผลมาอธิบาย จะคิดว่าทำไมเป็นแบบนี้ ซึ่งคนดูหนังเขารู้จักคิดตามตัวละคร (คือเขาฉลาดขึ้น) ผมว่าละครทีวีบางเรื่องยังมีคุณภาพ(ทั้งการถ่ายทำ การแสดง บท ฯลฯ) ดีกว่าหนังไทยที่ออกฉายตามโรงหนังเลย ปัจจุบันผมแทบจะไม่ดูหนังไทยตามโงภาพยนตร์เลย จะจาก CD เท่านั้น และเลือกดูบางเรื่องซึ่งส่วนใหญ่จะดูผู้กำกับเป็นหลัก อยากให้หนังไทยพัฒนามากกว่านี้ เนื้อหาจำเจ แต่ก็แปลกนะ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังชอบ นิยมดู ซึ่งก็เป็นแบบไทย ๆ เราไง (เราจะเป็นของเราแบบนี้ ชอบของเราแบบนี้) เป็นสิทธิส่วนบุคคล เข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ ถึงได้บอกว่า อะไรบ้างอย่างถ้าคนเรารู้จักรับฟังคำแนะนำ คำติชม มาพิจารณาตรึกตรองดู ว่าเป็นอย่างไร แก้ไข หรือว่าดีแล้ว อะไร ๆ ก็คงจะดีขึ้น คุณแดงครับ ผมได้ตั้งกระทู้ใหม่ อยากทราบว่า 10 ภาพยนตร์อินเดียในดวงใจของคุณแดงมีเรื่องอะไรบ้างที่คุณแดงคัดสรรค์แล้ว อยากจะเอามาแลกเปลี่ยนประสพการณ์กัน แล้วรวบรวมข้อมูลทำสถิติแบบง่าย ๆ สรุปออกมา น่าจะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจนะครับ แต่กลุ่มตัวอย่าง(ก็คือพวกเรานี่เอง)ก็จะต้องมากพอสมควร ข้อสรุปจึงจะน่าเชื่อถือได้ Rkam
เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสอนเรื่องความรัก ความกตัญญุต่อผู้มีพระคุณ ทำดีได้ดี ทำไม่ดีก็ได้รับผลของการกระทำที่ไมดี นอกจากนี้ยังมีบทที่สร้าวความสะเทือนใจให้ตัวละครจนผู้ชมอย่างพวกเรา ๆ ประทับใจจนน้ำตาไหลมานักต่อนักแล้ว เรื่องพวกนี้ผมว่าไม่มีหนังชาติไหน ๆ ทำได้ดีเท่าหนังอินเดีย ของไทยเราก็พอมีบ้าง แต่ก็นาน ๆ ครับ ผมว่าบทหนังไทยยังอ่อนไปเมื่อเทียบกับหนังอินเดีย แบบว่าหนังไทยเอาใจวัยรุ่น ไม่สนใจที่มาที่ไป ไม่มีเหตุผลรองรับของตัวละครว่าทำไมเป็นแบบนั้น ทำไมทำแบบนี้ คิดแต่ว่ามันคือหนัง ไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งผมว่าคิดผิด เพราะทุกวันทุกคนเริ่มหาเหตุผลในการดูหนัง จะหาเหตุผลมาอธิบาย จะคิดว่าทำไมเป็นแบบนี้ ซึ่งคนดูหนังเขารู้จักคิดตามตัวละคร (คือเขาฉลาดขึ้น) ผมว่าละครทีวีบางเรื่องยังมีคุณภาพ(ทั้งการถ่ายทำ การแสดง บท ฯลฯ) ดีกว่าหนังไทยที่ออกฉายตามโรงหนังเลย ปัจจุบันผมแทบจะไม่ดูหนังไทยตามโงภาพยนตร์เลย จะจาก CD เท่านั้น และเลือกดูบางเรื่องซึ่งส่วนใหญ่จะดูผู้กำกับเป็นหลัก อยากให้หนังไทยพัฒนามากกว่านี้ เนื้อหาจำเจ
แต่ก็แปลกนะ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังชอบ นิยมดู ซึ่งก็เป็นแบบไทย ๆ เราไง (เราจะเป็นของเราแบบนี้ ชอบของเราแบบนี้) เป็นสิทธิส่วนบุคคล เข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ ถึงได้บอกว่า อะไรบ้างอย่างถ้าคนเรารู้จักรับฟังคำแนะนำ คำติชม มาพิจารณาตรึกตรองดู ว่าเป็นอย่างไร แก้ไข หรือว่าดีแล้ว อะไร ๆ ก็คงจะดีขึ้น
คุณแดงครับ ผมได้ตั้งกระทู้ใหม่ อยากทราบว่า 10 ภาพยนตร์อินเดียในดวงใจของคุณแดงมีเรื่องอะไรบ้างที่คุณแดงคัดสรรค์แล้ว อยากจะเอามาแลกเปลี่ยนประสพการณ์กัน แล้วรวบรวมข้อมูลทำสถิติแบบง่าย ๆ สรุปออกมา น่าจะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจนะครับ แต่กลุ่มตัวอย่าง(ก็คือพวกเรานี่เอง)ก็จะต้องมากพอสมควร ข้อสรุปจึงจะน่าเชื่อถือได้
Rkam
สิ่งที่แฝงอยู่ในหนังอินเดีย ในทัศนะคนเล็กๆ อย่าง ราชา ไรชาน ก็คือ การสร้างสมานฉันท์ในประเทศครับ ผมเห็นด้วยกับคุณ "โมฮับบะเทน" ที่ พี่เขาเคยเขียนไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ในเว็ปไซต์ของเรานี่ล่ะ ที่ว่า ในหนัง 1 เรื่อง หนังอินเดีย จะมี คน ฮินดู มุสลิม คริสต์ และ ซิกข์ ส่วนมาก จะไม่สังเกตุกัน ก็ให้ลองนึกย้อนไปดูว่า หนังทุกเรื่องจะเห็นตัวละคร เป็นซิกข์ 1 คนใช่ไหมครับ นั่นล่ะ แล้วลองมองตัวละครตัวอื่นดู จะเห็นเหมือนที่ พี่ เขาว่าเลย -------- ตรงนี้ข้าวก็สังเกตเหมือนกันค่ะ แต่ข้าวรู้สึกว่าในหนังจะมีตัวละครเป็นชาวซิกข์น้อยไปหน่อย คือ บางเรื่อง โผล่มาให้เห็นคนสองคน บางเรื่องหนักหน่อยหาไม่เห็นเอาเสียเลย หรือถ้ามีก็เป็นตัวประกอบเสียละมาก ทั้งๆที่ความจริง น่าจะมีเยอะกว่านั้น แถมบางทีอยู่ๆก็หายไปจากจอเลย คืออย่างเรื่อง Mohabbatein ทั้งคลาสเรียนดนตรีครูราช ไม่เห็นมีซิกข์ซักกะคนเลยอ่ะ และทั้งโรงเรียน(จากการสังเกต) เห็นหนุ่มซิกข์แค่คนเดียว หนเดียวตอนงานวันเกิดครูราชง่ะ
สำหรับเรื่องบุหรี่ในหนังอินเดีย ข้าวรู้สึกว่ามีมากไปหน่อยน่ะค่ะ แม้ว่าบางทีจะรู้ว่าเป็นจุดสำคัญมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าสักแต่ใส่ๆ มาก็เถอะ แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า เฮ้อ...เยอะจังเลย ทำไมต้องสูบกันขนาดนี้ด้วย แบบว่ายังคิดอยู่เลยค่ะว่า าดารา อย่างชารุค หรือซัลมาน ถ้าปกติไม่สูบบุหรี่นี่ มาเล่นหนังเจอฉากสูบบุหรี่ขนาดนี้ ยังไงก็ต้องติดเข้าจนได้แหละ แต่ก็คิดซะว่าเพราะปกติดาราสูบอยู่แล้วไง เขาเลยใส่มาได้ อ้อ ข้าวชอบเรื่อง ยอดคนหัวใจ ที่ชารุคว่าคนไม่สูบบุหรี่น่ะ ตอนนี้รู้สึกว่าทางอินเดียไม่ให้มีฉากสูบบุหรี่ในหนังแล้ว จะตัดออกไปแล้ว ก็คิดว่าดีค่ะ
ค่ะ....ต่อไป....อโศกมหาราช...เขาก็รณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ ( ไม่แน่ใจว่าคนพากษ์หนังพูดเสริมเองหรือเปล่า)
ต่อไปนะคะ...พี่แดงเห็นในหนังอินเดีย...เขาจะรณรงค์ให้เห็นถึงบรรยากาศฃองการปฏิบัติตามประเพณีนิยมที่เขารักอย่างชื่นชมและศัทธาและทำแล้วดูงดงามเป็นธรรมชาติมากๆๆ...เช่น...การแต่งชุดปรจำชาติของเขานะคะ....การสวดมนต์....การแต่ถาดบูชา..หรือต้อนรับเวลาลูกๆๆกลับบ้าน....การถือศีลของหญิงถือให้สามีอายุยืน....การแตะ(กราบ)เท้าผู้ใหญ่....การแต่งงานและงานรื่นเริงก่อนงานแต่งงาน.....และประเพณีต่างๆ....( มีการเต้นรำโต้ตอบกัฯเหมือนรำตัดของไทยด้วย)....
ทำให้ผู้คนในประเทศของเขา - ประเทศเรา หรือประเทศไหนๆๆที่ได้ดู...พลอยรักและคิดถึงประเพณีอันดีงามของตน....เป็นการปลูกฝังและได้คิดทบทวนเรื่องที่ดีงามเหล่านั้น...อย่างเป็นสากลเลยหละค่ะ....ดูแล้วเขามีแต่จะให้สิ่งดีๆๆกับทุกประเทศนะคะ..ไม่ได้ยัดเยียดอะไรๆๆทีไม่ดีให้ประเทศไหนได้เลยก็ว่าได้....
มีพี่ผู้ชายคนนึง...เคยชอบหนังแขกตอนเด็กแต่ไม่ได้ดูนานแล้ว(พี่แดงเคยเล่าว่าเขามายืมหนังแขกพี่แดงและดูเรื่องลูกไม้ไกลต้นแล้วร้องไห้... )..คงเพราะพี่เขาเป็ผู้ชายนั่นแหละนะคะ..เขาเล่าว่าหนังแขกเวลาสู้กันนะ...พระเอกบุกเดี่ยว...แต่กลับออกมามีเลือดนะ...ไม่เหมือนหนังไทย...พระเอกแทบไม่เป็นอะไรเลย....พี่แดงก็ฟังไปแต่ก็มองรู้เพราะเคยเห็นฉากเล่านี้ของหนังแขกประจำแต่ก็ยังไม่รูสึกอะไรมาก....ซึ่งเราคิดว่าเขาทำได้น่ากลัวจริงๆๆนะก็แค่นั้น...
มาช่วงหลังสงกรานต์ที่ผ่านมานี้....พี่แดงกลับไปทำงานพี่แดงมีหน้าที่ของพี่แดงส่วนนึงคือการให้รหัสการมารับบริการ...ก็รวบรวมข้อมูลเห็นว่าปีนี้นะช่วงสงกรานต์ที่ทำงานของพี่แดงมีตาย 3 ราย....1 คนตายจากอุบัติเหตุจราจร อีก 2 คนโดนทำร้ายจากการใช้มีดและทำร้ายไม่ทราบวิธี...และที่ไม่ตายนั้นพบว่าทำร้ายร่างกายกันมากมายทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเลย (อุบัติเหตุอื่นๆๆก็มี)...ปรามาณ 2545พี่แดงเคยเห็นคนที่โดนทำร้ายโดยถูกตีด้วยขวดที่ศรีษะ(รายนี้เห็นครั้งแรก...และครั้งเดียวเพราะก็ไม่ได้พบอีกและไม่ได้ทำงานจุดนั้นแล้ว..)พี่แดงเห็นเลือดแดงอาบลงมาตามลำคอ...พี่แดงตะลึง...พอเขาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วถึงดูปกติดี...ทีแรกพี่แดงก็นึกว่าเขาอาการหนักมากๆๆ...
มาช่วงหลังสงกรานต์ก็เลยนึกว่าคนไทยเราเนี่ยทำร้ายกัน...และมีทุกวันๆๆ..เพราะพี่แดงให้รหัสทุกวันและพบมากทุกวัน..
โดยเฉพาะเวลามีงานเทศกาล...ก็เลยนึกถึงคำพูดของพี่คนนั้น...ที่พูดว่าหนังอินเดียเวลาสู้กันเขามีเลือด....พี่แดงดูหนังแขกทีไรพี่แดงยังสะดุดใจแปลกๆๆว่าเขาเหมือนจริงจนน่ากลัวแต่ก็ยังไม่เคยได้คิดเชื่อมโยงไปว่าตนเองเคยตะลึงเมื่อเห็นเลือดครั้งนั้น....เมื่อคิดว่าคนไทยช่างใจร้ายมากขึ้นทุกวันๆๆ...ก็เลยพูดและเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังว่ามีแต่ข้อมูลการทำร้ายกัน...พูดไปๆๆมาๆๆก็เลยนึกถึงคำพูดพี่คนนั้นที่พูดถึงพระเอกหนังแขกเวลาสู้กัแล้วมีเลือด....และนึกถึงเหตุการณ์จริงที่พี่แดงเคยห็นเกี่ยวกับเลือด...ดูแล้วเปรียบเทียบในหนังแขกช่างเหมือนกันอย่างน่ากลัว....แบบว่าพี่แดงกลัวจับใจเลย....
ก็เลยเล่าว่าถ้าคนไทยได้ดูหนังแขกนะ...เขาน่าจะมีอะไรสะกดใจได้บ้างเพราะหนังแขกเขาทำไห้เห็นจริงและได้อารมย์ของความกลัวเลือดและสงสารพระเอกที่เรารักอย่างจับใจ...เห็นน่าที่หล่อๆๆของเขาที่เราชื่นชองมีเลือดอาจจะได้คิดว่าการต่อสู้ไม่มีอะไรดีเลย.....เหตุเพราะดูการต่อสู้ในหนังอื่นที่เขาทำการต่อสู้ให้ดูเร้าใจ..บางครั้งทำไห้สวยงามเกินจริง...เด็กไทยและคนไทย...จะเคยเห็นเลือดจริงสักกี่ราย....ก็คาดไม่ถึงมากกว่า...จริงนำมาใช้ในชิวิตจริงทำไห้ตนเองและผู้อื่นสูญคนที่ตนรักเสียอย่างน่าเศร้าใจ
พี่แดงแน่ใจว่าหนังอินเดียเขารณรงค์ให้คนในประเทศเขาและประเทศอื่นๆๆที่ดู...เห็นผลของการต่อสู้กัน...โดยทำไห้น่ากลัวเหมือนจริงมากเพื่อป้องกันและปลูกฝังการไม่ไห้ทุกคนทำร้ายกัน
พี่แดงเห็นเขานำความภาคภูมิใจที่เด่นมากๆๆของเขามาใช้ในหนังได้อย่างกลมกลืนในวิถีชีวิตของตัวแสดงทั้งในเธค..ในผับ..ในงานประเพณี..การแสดงบนเวที..เป็นต้นเช่น..ศิลปะการเต้นรำ ดนตรี การขับร้อง....เพื่อให้รู้ว่าเป็นส่วนนึงของชิวิตอีกอย่างที่ขาดไม่ได้...
ย้อนไปนับจากพี่แดงจำความได้ก็สนุกสนานกับการเล่น...เช่นเล่นขายของ เล่นเต้นยาง..ปืนต้นไม้...ตามเพื่อนๆๆไป..แอบพาน้องหนีแม่ไปเล่นน้ำคลอง...(..อันตรายเสมอค่ะ..แต่ไม่มาก..)...เสียงตนตรีเนี่ย..พี่แดงเริ่มจากได้ยินพ่อผิวปากและนอนร้องเพลง(ขาไขว้กันไว้...) ของสุเทพ ธานินทร์ ชรินทร์ ทนงศักดิ์ เพราะพ่อเล่าชื่อให้ฟังด้วยถ้านึกๆๆอยากเล่า...และก็เวลาพ่อสังสรรค์กะเพื่อนๆๆก็ได้ยินเสียงช้อนตีกะขวดไปเป็นทำนองเพลง...บางครั้งก็จะได้ยินแม่ร้องเพลงบ้างก็แอบยิ้มกันกะน้องสาวอี 2 คน....และก็ได้ยินเพลงจากวิทยุ....ก็ฟังๆๆไปบ้าง....แต่ถ้าให้เล่าว่าาชอบเพลงมั๊ย..ก็ชอบฟัง...ร้องตามได้...(ต้องร้องสอบตอนประถม..)...แต่ห้จริงจังกะเพลงพี่แดงไม่เคยจะจำอะไรได้เลย...นอกจากจะมีเสียงนักร้องที่ถูกใจมากๆๆพาไป..พี่แดงถึงจะหยุดฟังและพิจารณาในเนื้อหาของเพลงบ้าง....และส่วนมาจะมีแต่เพลงเศร้า...พี่แดงจึงไม่ค่อยอินกะเพลงมากเพราะไม่งอกงามในความคิด...ใจเราก็ไปหาหนังสือนิทานบ้าง นิยาย นิตยสาร วารสาร ...และเริ่มติดใจเรื่องราวในหนังสือจากที่แม่อ่านการ์ตูนขายหัวเราะไห้ฟัง...ให้อ่านแล้วอ่านอีกอยู่นั่นหละ...
และต่อมาก็เห็นญาติผู้หญิงบ้านไกล้ๆๆกัน...อายุประมาณแม่พี่แดง....เขาฟังนิยายจากละครวิทยุ...แล้วเขาก็มาเล่าให้แม่ฟังว่าร้องไห้ตามนางเอกกก.พี่แดงก็เกิดสงสัยจังว่าทำไมนะ อย่างไรรึ..เขาจึงร้องไห้...ก็เปิดฟังนิยายยยจากวิทยุบ้างงง...ก็ติดนิยายแต่ไม่รู้ว่าถึงตอนไหนเขาจึงร้องไห้ก็พยายามฟังงง....ก็เลยโลดดดเล่นน..เข้าไปในโลกของนิยายจากละครวิทยุ...(ญาติที่พี่แดงเล่าเนี่ยนะคะ...พี่แดงก็สังเกตุเห็นว่าค่อนข้างพูดเพราะมากๆๆ...แต่ขี้อิจฉา...แต่ใช้คำพูดดูดีแต่แฝงไว้ด้วยพิษพี่แดงกะน้องๆๆและแม่ก็จะหลงคารมย์หวานๆๆของแกเสมอๆๆและเสมอๆๆแลก็เสมอๆๆๆ....แกจะเหมือนนางงงอิจฉาในละคร...แต่งัยยยยไม่ทราบถึงชอบร้องงงงไห้ตามนางเอกกกกละครจังงงง.....ทีแรกก็ไม่สังเกตุแต่พ่อจะให้ข้อสังเกตุเพราะเขาไม่ค่อยจริงใจกะครอบครัวเราเลย..พ่อกะเขาโตมาด้วยกันจึงรู้นิสัยกันดี...ครอบครัวพี่แดงเพิ่งย้ายตามพ่อมาจากมหาสารคามประมาณปี 2517 ซึ่งเป็นบ้านแม่...นับว่าแม่มาในฐานะสะใภ้ )....สิ่งดีของแกนับว่ามีที่ทำให้พี่แดงได้รู้จักสิ่งที่พี่แดงชอบ.....
พ่อก็จะพยายามติงงง...พี่แดงว่าให้ฟังเพลงงงง...พี่แดงก็ลองงงฟังเพลงแล้วหละแต่ไม่ชอบใจเหมือนฟังนิยายยยจากละครวิทยุ...พ่อก็ห้ามเพราะและบอกว่าเดี๋ยวก็จะเป็นนิสัยเหมือนญาติข้างบ้านนน.....พี่แดงก็ติดซะแล้ววว...เวลาพ่อยังไม่เลิกงานก็เปิดนิยาย..แม่ก็จะไม่ห้ามแต่จะคอยบอกว่าพ่อกลับมาจากทำงานแล้วปิดวิทยุและไห้ไปรับกระเป๋าจากพ่อ....แม่พี่แดงจะหัดให้ลูกๆๆรู้จักเรื่องรับของจากพ่อเวลาพ่อกลับจากทำงานตอนเย็น...พ่อพี่แดงจะไส่ใจมากๆๆเรื่องที่พี่แดงติดนิยาย...ก็แปลกที่น้องสาวพี่แดงไม่มีใครติดนิยาย...
จนดูหนังและดูทีวี..อ่านหนังสือ...ละครก็ไม่ได้ฟังแล้วหละ...และเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่รู้ว่าร้องไห้ตามหนังเป็นคือหนังเรื่องไผ่สีทองเพราะสงสารว่าเขตายจากนางเอกเขาไม่สมหวัง....แต่หนังอินเดียทำไห้พี่แดงร้องไห้ได้มากมายหลายอารมย์สุขก็ร้องไห้ได้ เศร้าก็ร้องไห้ได้...ช่างเหมือนชีวิตคนจริงๆๆกว่ามาก...หนังที่เป็นเหมือนชิวิตจริงค่ะ...และเพื่อให้ทุกชีวิตมีความหวังก็ต้องจรรโลงใจไว้ด้วยหนัง(อินเดีย)เพราะเขาช่วยปลอบโยนชิวิตได้งดงามเหมือนตอนเด็กที่เราโดนพ่อ - แม่ขัดใจแล้วร้องไห้...พอสักพักพ่อ -แม่จะมาปลอบโยนให้เรายิ้มอย่างเป็นสุขและโลกก็กลับมางดงามเหมือนเดิมมม...
อย่างที่พี่แดงเล่า...พี่แดงไม่เคยให้ความสำคัญกะเพลงก็เลยไม่จำว่าเพลงอะไรอย่างไรเลยยย..นักร้องไทยก็ชอบเสียงแอ็ดคาราบาว..ชรินทร์ หนูมิเตอร์.ก้องสหรัฐ..ธงชัย แมคอินไตรย...นองนั้นส่วนใหญ่ฟังไม่ได้เพราะจะเริ่มรำคาญแล้ว....แม้กระทั่งปัจจุบันมนต์เสน่ห์ของการเต้นในหนังอินเดียทำให้พี่แดงหยุดฟังเพราะชอบ...ที่เขาต้นเป็นชิวตจิตใจ....แต่เสียงเพลงและดนตรีก็ยังเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบค่ะ..สำหรับพี่แดงนะคะ...ตอนเรียนลีลาศพี่แดงก็มักจะถูกเพื่อนเรียกร้องไห้พี่แดงเต้นเป็นตัวอย่างในท่าเต้นลีลาศเพราะอาจารย์มักจะชมว่าพี่แดงเต้นลีลาศได้ถูกต้องและสวยงาม(ตอนที่เล่าเนี่ยก็ยิ้มด้วยแหละ...แต่ก็ลืมแล้วหละเพราะนานมากแล้ว..)....เวลาคุณครูอาคามเล่าเรื่องเพลง..แต่พี่แดงเริ่มสังเกตุอีกแล้วว่าโดยเฉพาะผู้ชายเนี่ยยิ่งชอบเพลงกว่านะคะ..ดูจากพ่อและสามีพี่แดง..บวกกับคุณครูอาคามและน้องๆๆผู้ชายในเวปฯอีกหลายคน....พี่แดงเมื่ออ่านพบว่าพูดถึงเพลงเริ่องอะไรกันอยู่ก็จะเปิดฟังให้รู้ด้วยกันได้...
Rkam wrote: (วันนี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ครู quote 3 ครั้งแล้ว quote ไม่ได้ งงแต่ก็พยายามเป็นครั้งที่ 4) โลกกลมจริง ๆ โลกาภิวัฒน์จริง ๆ ครูไปอยู่ใต้เป้นปีที่ 21 แล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าคนที่ครูสนทนาด้วย อ่านบทความด้วย จะเป็นคนจังหวัดเดียวกัน มหาสารคามนี่บ้านเกิด My Home Town เลยละ Dady Home (เวลากลับบ้านแล้วเปิดเพลงนี้ทีไร น้ำตาไหลเลยละ) (ถ้าคุณแดงได้ดู DDLJ สวรรค์เบี่ยงเปลี่ยนทางรัก ของ SRK และ KAJOL แล้วได้ฟังเพลงเปิดเรื่องช่วงพ่อนางเอกให้อาหารนกพิราบ เพลง ๆ นั้นครูก็น้ำตาไหลเหมือนกัน เคยอ่านบทความของคุณโมฮับบะเทน เขียนถึงบทเพลงนี้เหมือนกัน เขียนได้ตรงใจและเหมือนกับที่ครูคิดเลย คิดแบบเดียวกับครูทั้งที่ครูดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก 3-4 ปีมาแล้ว ถ้าคุณแดงเคยไปอย่ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้กลับบ้าน เวลาได้ยินเสีงแคนนี่ มันเป้นอะไรที่อธิบายยากนะ น้ำตาไหลออกมาเองเลยละ)อยากทราบอีกนิดหนึ่ง ที่ว่าย้ายไปจากมหาสารคามนะ จากอำเภอเมืองหรืออำเภอนาเชือก ? ครับ เดี๋ยวไป ๆ มา ๆ เราเป็นคนบ้านเดียวกันอีก คงจะต้องนับถือกันเป็นญาติแล้วละแฟนคนแดงเป็นคนเลยหรือเป็นคนจังหวัดอะไร ครูมีหลานทางพี่เขยเป็นคุณครูอยู่ที่เลยเหมือนกัน มีเพื่อน(สมัยวัยเด็ก)ทำงานอยู่ที่อุทยานน้ำหนาวด้วย เคยตั้งใจไว่จะไปเที่ยวและไปเยี่ยมเพื่อนด้วย แต่ก็ไม่ได้ไป 2 ปีที่แล้วพี่สาวครูเคยไป และไปเขอเพื่อนครูด้วย เลยได้คุยกันผ่านทางโทรศัพท์ของพี่สาว
Rkam wrote:
(วันนี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ครู quote 3 ครั้งแล้ว quote ไม่ได้ งงแต่ก็พยายามเป็นครั้งที่ 4)
โลกกลมจริง ๆ โลกาภิวัฒน์จริง ๆ ครูไปอยู่ใต้เป้นปีที่ 21 แล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าคนที่ครูสนทนาด้วย อ่านบทความด้วย จะเป็นคนจังหวัดเดียวกัน มหาสารคามนี่บ้านเกิด My Home Town เลยละ Dady Home (เวลากลับบ้านแล้วเปิดเพลงนี้ทีไร น้ำตาไหลเลยละ) (ถ้าคุณแดงได้ดู DDLJ สวรรค์เบี่ยงเปลี่ยนทางรัก ของ SRK และ KAJOL แล้วได้ฟังเพลงเปิดเรื่องช่วงพ่อนางเอกให้อาหารนกพิราบ เพลง ๆ นั้นครูก็น้ำตาไหลเหมือนกัน เคยอ่านบทความของคุณโมฮับบะเทน เขียนถึงบทเพลงนี้เหมือนกัน เขียนได้ตรงใจและเหมือนกับที่ครูคิดเลย คิดแบบเดียวกับครูทั้งที่ครูดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก 3-4 ปีมาแล้ว ถ้าคุณแดงเคยไปอย่ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้กลับบ้าน เวลาได้ยินเสีงแคนนี่ มันเป้นอะไรที่อธิบายยากนะ น้ำตาไหลออกมาเองเลยละ)
อยากทราบอีกนิดหนึ่ง ที่ว่าย้ายไปจากมหาสารคามนะ จากอำเภอเมืองหรืออำเภอนาเชือก ? ครับ เดี๋ยวไป ๆ มา ๆ เราเป็นคนบ้านเดียวกันอีก คงจะต้องนับถือกันเป็นญาติแล้วละ
แฟนคนแดงเป็นคนเลยหรือเป็นคนจังหวัดอะไร ครูมีหลานทางพี่เขยเป็นคุณครูอยู่ที่เลยเหมือนกัน มีเพื่อน(สมัยวัยเด็ก)ทำงานอยู่ที่อุทยานน้ำหนาวด้วย เคยตั้งใจไว่จะไปเที่ยวและไปเยี่ยมเพื่อนด้วย แต่ก็ไม่ได้ไป 2 ปีที่แล้วพี่สาวครูเคยไป และไปเขอเพื่อนครูด้วย เลยได้คุยกันผ่านทางโทรศัพท์ของพี่สาว
หนูย้ายมาจากบ้านหนองนาใน ต.เม็กดำ อ.พยัคฯค่ะคุณครูเป็นบ้านแม่....หนูชอบเล่าให้น้องฟังเพราะน้องยังเด็กกว่าหนูมากตอนที่ย้ายมา..4 - 5 ขวบ...วันไหนพ่อพาเข้าเมืองกว่าจะออกมาถนนได้ต้องเดินลัดทุ่งนาที่มีดินทราย...ปวดขามากๆๆ..เท้าก็จะมีจมทราย...ทีแรกพ่อก็อุ้ม...ต่อมาพ่อก็ปลอยให้เดิน....เราก็วิ่งตามแทบไม่ทัน....เผลอเล่นตามทรายไม่ได้...เพราะพ่อจะไปไกลแล้วก็จะวิ่งงง....ณ.วันนั้นแหละที่เริ่มรู้ว่าในความคิดไม่ได้มีเรื่องงดงามอยู่เสมอๆๆ....ก็สดุดใจเพราะต้องอดทนต่อเหนื่อยที่ต้องวิ่งตามพ่อในดินทรายเนี่ยเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด...จริงๆๆหนูเกิดที่อ.ห้วยผึง จังหวัดกาฬสินธุ์ เวลาสวดมนต์และแผ่เมตตาหนูจะแผ่ให้ทุกสรรพชิวิตใน 2 จังหวัดนี้โดยกล่าวชื่อด้วย...
สามีหนูเป็นคนจ.อยุธยา ค่ะคุณครู หนูเล่าให้ลูกสาวฟังว่ากำลังคุยกะคุณครูเรื่องทีมภาคอินทรีย์...น้องยีนก็บอกว่าถ้าอินทรีย์ภาคนะ...จะเหมือนได้ดูหนังอินเดียกว่า...น้องยีนจะขึ้นป.6 แล้วค่ะ..
Rkam wrote:ครูหายหน้าไปหลายวัน เพราะว่า 1-3 เข้า กทม. ไปประชุมและรับทราบแนวทางปฏิบัติของ กองุทนเงินกู้ กรอ. (ไปคราวนี้ได้หนังอินเดียติดมือมาหลายสิบเรื่องเหมือนกัน แต่ยังหาเวว่างดูไม่ได้ ได้หนังเก่าของ คาโจล มาด้วย น่าสนใจดี)จุดใต้ตำตอจริง ๆ อันที่จริงอยากจะให้หนูแดงเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยแกล้งบอกไปว่านาเชือก ? นาเชือก เป็นบ้านเกิดพ่อ จริง ๆ แล้วหนูแดงกับครูอยู่อำเภอ พยัคฆภูมิ บ้านเดียวกัน (ดีใจจริง ๆ เลย) บ้านครูอยู่ในตลาด ต. ปะหลาน (อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ หน้าโรงพัก ) ต. เม็กดำเคยได้ยินชื่อนะ แต่ไม่เคยไป กลับบ้านจะไปถามพี่ ๆ ดูว่าอยู่ตรงไหน ? ไปทางไหน ? คาดว่าอาจจะมีญาตอยู่เม็กดำ ช่วง 4 - 5 ปีที่แล้ว ทางบ้านครู(พี่ ๆ หลาน ๆ )พากันไปเที่ยวนคร ไปเจอแม่ค้าคนหนึ่งขายพวกเครื่องถม หนังตลุง ฯ เห็นพวกเราพูดภาษาลาว เขาก็มาทักและถ่ามว่ามาจากไหนกัน พอพวกเราบอกว่ามาจากสารคาม-พยัคฆภูมิ เขาดีใจ เพราะว่ามาจากอำเภอเดียวกัน แต่เขามาจากบ้านเหล่า เขาดีใจเจอคนบ้านเดียวกัน ของที่ขายในร้านลดให้ทุกอย่าง 50 % เลย พวกเราก็อุดหนุนกันเยอะเลย ระยะหลังก้ไปซื้ออยู่ แต่ นาน ไป นาน ไป ก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลย
ครูหายหน้าไปหลายวัน เพราะว่า 1-3 เข้า กทม. ไปประชุมและรับทราบแนวทางปฏิบัติของ กองุทนเงินกู้ กรอ. (ไปคราวนี้ได้หนังอินเดียติดมือมาหลายสิบเรื่องเหมือนกัน แต่ยังหาเวว่างดูไม่ได้ ได้หนังเก่าของ คาโจล มาด้วย น่าสนใจดี)
จุดใต้ตำตอจริง ๆ อันที่จริงอยากจะให้หนูแดงเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยแกล้งบอกไปว่านาเชือก ? นาเชือก เป็นบ้านเกิดพ่อ จริง ๆ แล้วหนูแดงกับครูอยู่อำเภอ พยัคฆภูมิ บ้านเดียวกัน (ดีใจจริง ๆ เลย) บ้านครูอยู่ในตลาด ต. ปะหลาน (อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ หน้าโรงพัก ) ต. เม็กดำเคยได้ยินชื่อนะ แต่ไม่เคยไป กลับบ้านจะไปถามพี่ ๆ ดูว่าอยู่ตรงไหน ? ไปทางไหน ? คาดว่าอาจจะมีญาตอยู่เม็กดำ
ช่วง 4 - 5 ปีที่แล้ว ทางบ้านครู(พี่ ๆ หลาน ๆ )พากันไปเที่ยวนคร ไปเจอแม่ค้าคนหนึ่งขายพวกเครื่องถม หนังตลุง ฯ เห็นพวกเราพูดภาษาลาว เขาก็มาทักและถ่ามว่ามาจากไหนกัน พอพวกเราบอกว่ามาจากสารคาม-พยัคฆภูมิ เขาดีใจ เพราะว่ามาจากอำเภอเดียวกัน แต่เขามาจากบ้านเหล่า เขาดีใจเจอคนบ้านเดียวกัน ของที่ขายในร้านลดให้ทุกอย่าง 50 % เลย พวกเราก็อุดหนุนกันเยอะเลย ระยะหลังก้ไปซื้ออยู่ แต่ นาน ไป นาน ไป ก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลย
Rkam wrote:สวัสดีครับ คุณครู อาคาม และ พี่แดง ผมขอสมัครเป็นคนบ้านเดียวกันกับท่านทั้งสองด้วยครับ ดีใจครับ ที่ได้ทราบว่าท่านทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกันครับ เข้ามาทักทายครับ ราชา ไรชาน ถึงแม้ว่าครูจะดูหนังอินเดียมานาน และสะดุดไปในบางครั้ง แต่ยอมรับว่าระยะหลัง ๆ หนูแดงนี่ดูหนังอินเดียมากกว่าครูซะอีก และมีมุมมองที่กว้างไกลด้วย บางเรื่องที่เอ่ยมาครูก็ยังไม่ได้ดูเลย บางเรื่องครูยังไม่มีความประทับใจและ in ในเนื้อหาเท่าหนูแดงเลย ยอมรับละครับว่าหนูแดงสุดยอดจริง ๆ สำหรับคุณราชา ไรชานยินดีครับที่จะได้เป็นคนบ้านเดียวกัน ครูยังแปลกใจเลย ตอนแรกที่หนูแดงเล่า ครูก็คิดว่าน่าจะเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยบอกชื่ออำเภอนาเชือก(ที่เป็นบ้านพ่อไป แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าน่าจะเป็นคนอำเภอเดียวกัน เผลอ ๆ ญาติผู้ใหญ่ของเราอาจจะเคยรู้จักกันก็ได้ เพราะสมัยก่อนก็มีผู้คนไม่มากนัก เป็นอำเภอเล็ก ๆ เดินไปไหน มาไหน ในตัวอำเภอ ก็รู้จักกันหมด รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร)อยากเจอคุณพ่อ คุณแม่ของคุณแดงจัง จะได้ถามทุกข์/สุข ถามข่าวคราว ท่านคงมีอดีตที่ประทับใจกับตำบลปะหลานของผมหลาย ๆ อย่าง ครูจากบ้านมานานและไม่ค่อยได้กลับบ้าน ทำให้ความทรงจำบางอย่างลบเลือนไป แม้แต่คำภาษาถิ่นที่คุยกันที่เขาเรียกว่าภาษาลาว บางคำกว่าจะนึกได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร ก็นานเหมือนกัน แต่เชื่อได้ว่าครูจำและพูดภาษาที่คนชอบเรียกว่า-เว้าลาวได้ 99.99 % เจอคนอีสานที่ไหน ผมไม่เคยพูดภาษากลางเลย บางทีก็หน้าแตก เราพูดภาษาลาว แต่เขากลับไม่พูดคุณไรชานมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดไหนครับ เผื่อผมมีโอกาสไปแถว ๆ นั้นจะได้ไปทักทายตัวจริงที่บ้านบ้าง เท่าที่ประเมินผมว่าคุณราชาน่าจะมีพรรคพวกเยอะ มีน้ำใจกับเพื่อน ๆ และแจมได้เกือบทุก ๆ เรื่อง เป้นคนใจกว้าง ฯลฯดีใจที่ได้รู้จักทั้งสองคน แม้ไม่ได้เจอตัวตนที่แท้จริง แต่พวกเราก็คุยกันได้อย่างสนิทใจ เหมือนเคยได้รู้จักและสนิทสนมกันมาตั้งนานนะขอให้โชคดีและมีความสุขตลอดไปทั้งสองคนนะครับ ขอให้มีควมเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วย มีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะครับ
สวัสดีครับ คุณครู อาคาม และ พี่แดง ผมขอสมัครเป็นคนบ้านเดียวกันกับท่านทั้งสองด้วยครับ ดีใจครับ ที่ได้ทราบว่าท่านทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกันครับ เข้ามาทักทายครับ ราชา ไรชาน
ถึงแม้ว่าครูจะดูหนังอินเดียมานาน และสะดุดไปในบางครั้ง แต่ยอมรับว่าระยะหลัง ๆ หนูแดงนี่ดูหนังอินเดียมากกว่าครูซะอีก และมีมุมมองที่กว้างไกลด้วย บางเรื่องที่เอ่ยมาครูก็ยังไม่ได้ดูเลย บางเรื่องครูยังไม่มีความประทับใจและ in ในเนื้อหาเท่าหนูแดงเลย ยอมรับละครับว่าหนูแดงสุดยอดจริง ๆ
สำหรับคุณราชา ไรชาน
ยินดีครับที่จะได้เป็นคนบ้านเดียวกัน ครูยังแปลกใจเลย ตอนแรกที่หนูแดงเล่า ครูก็คิดว่าน่าจะเป็นคนบ้านเดียวกัน เลยบอกชื่ออำเภอนาเชือก(ที่เป็นบ้านพ่อไป แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าน่าจะเป็นคนอำเภอเดียวกัน เผลอ ๆ ญาติผู้ใหญ่ของเราอาจจะเคยรู้จักกันก็ได้ เพราะสมัยก่อนก็มีผู้คนไม่มากนัก เป็นอำเภอเล็ก ๆ เดินไปไหน มาไหน ในตัวอำเภอ ก็รู้จักกันหมด รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร)
อยากเจอคุณพ่อ คุณแม่ของคุณแดงจัง จะได้ถามทุกข์/สุข ถามข่าวคราว ท่านคงมีอดีตที่ประทับใจกับตำบลปะหลานของผมหลาย ๆ อย่าง ครูจากบ้านมานานและไม่ค่อยได้กลับบ้าน ทำให้ความทรงจำบางอย่างลบเลือนไป แม้แต่คำภาษาถิ่นที่คุยกันที่เขาเรียกว่าภาษาลาว บางคำกว่าจะนึกได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร ก็นานเหมือนกัน แต่เชื่อได้ว่าครูจำและพูดภาษาที่คนชอบเรียกว่า-เว้าลาวได้ 99.99 % เจอคนอีสานที่ไหน ผมไม่เคยพูดภาษากลางเลย บางทีก็หน้าแตก เราพูดภาษาลาว แต่เขากลับไม่พูด
คุณไรชานมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดไหนครับ เผื่อผมมีโอกาสไปแถว ๆ นั้นจะได้ไปทักทายตัวจริงที่บ้านบ้าง เท่าที่ประเมินผมว่าคุณราชาน่าจะมีพรรคพวกเยอะ มีน้ำใจกับเพื่อน ๆ และแจมได้เกือบทุก ๆ เรื่อง เป้นคนใจกว้าง ฯลฯ
ดีใจที่ได้รู้จักทั้งสองคน แม้ไม่ได้เจอตัวตนที่แท้จริง แต่พวกเราก็คุยกันได้อย่างสนิทใจ เหมือนเคยได้รู้จักและสนิทสนมกันมาตั้งนานนะ
ขอให้โชคดีและมีความสุขตลอดไปทั้งสองคนนะครับ ขอให้มีควมเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วย มีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะครับ
ขอบคณค่ะคุณครูที่ช่วยให้กำลังใจเป็นอย่างดี.....อะแฮ่มๆๆ....คุณราชาเขามีหวานใจเป็นลูกครึ่งขอนแก่น อ่างทองนะคะคุณครู....ก็เลยขอสมัครเป็นเขยอิสาน....
วันนี้เห็นอาบังเข้ามาคุยด้วย....
หนังอินเดียจะเป็นการจำลองชีวิตมนุษย์จริงๆๆลงในรูปแบบของหนัง( ถ้าเราเคยได้ดูการ์ตูนหรือเกมที่เขาทำให้มีสาระเหมือนของจริงเช่นเกมนั้นจะมีทำกับข้าว...พี่แดงเห็นน้องยีนเล่นนะคะ..มีเลี้ยงสัตว์...มีเกมแข่งขันกีฬาฟุตบอล หรือการ์ตูนแข่งกีฬาฟุตบอล...ซึ่งการร์ตูนนั้นๆๆเป็นการทำให้คล้ายหนังนะคะในความคิดของพี่แดง )....
และลองนึกเทียบกับหนังแขกกับการดำเนินชีวิตของคนเราทุกคนดูนะคะ....พี่แดงเห็นหนังแขกทุกเรื่องพยายามนำการดำเนินชีวิตจำลองลงไว้ในรูปแบบของหนังและทำได้อย่างดีเสียด้วยนะคะเพราะต้องมีองค์ความรู้ที่ดีเลยทีเดียว...รูปแบบที่จำลองไว้สามารถสะท้อนภาพออกมาให้ผู้ชมได้เห็นขอบเขตของชีวิตเพราะเริ่มมีตั้งแต่ก่อนตื่นนอน(ฝัน) ตื่นนอน ออกกำลังกาย อาบน้ำ อ่านหนังสือพิมพ์ ทานอาหาร สวดมนต์ก่อนไปทำงาน ไปทำงานที่มีคุณค่านะคะ(เขาสะท้อนการทำงานที่จริงจังและรักงานได้ดีด้วยนะ..)หรือบางเรื่องเราจะเห็นคำว่าต่อสู้กับชิวิตได้เลยนะคะ....กลับบ้านและทำกิจกรรมที่บ้านเช่นทำอาหาร.ดูทีวี..อ่านหนังสือ พูดคุยกัน บางครั้งก็ไปงานเลี้ยงสังสรรค์หรือไปเที่ยวตามสถานบันเทิงบ้าง ถึงวันหยุดก็ไปพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ไปชอบปิ้งบ้าง ไปเที่ยงสวนสนุก ไปวัด ไปทำบุญตามสถานเลี้ยงเด็ก เมื่อมีวันสำคัญต่างๆๆก็มีกิจกรรมเช่นพิธีแต่งงาน งานประเพณีต่างๆ วันประเพณีต่างๆ .... สิ่งที่กล่าวมาอาจจะไม่ครอบคลุมนักนะคะ(ช่วยกันเติมนะคะ) เมื่อรู้ขอบเขตของชีวิตแล้วก็แล้วแต่ว่าเราผู้ชมจะนำไปใช้ทำอะไรได้ตามความถนัดของตนเอง...บางคนอาจะนำไปทำงานสร้างสรรค์จนได้งานที่เรียกว่านวัตกรรมใหม่ได้เลยทีเดียว.....เช่นหนังเรื่องใหม่ ละครเรื่องใหม่ นวนิยายเรื่องใหม่เป็นต้น
สิ่งเหล่านั้นที่พี่แดงเรียกว่ารูปแบบในการดำนินชีวิตเป็นความสัมพันธ์ของชีวิติมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมและทุกๆด้านของการที่จะมีชีวิตได้ดีกว่า....ในหนังอินเดียทุกเรื่องจะมีครบถ้วนงดงามตามศิลปะของหนังเสมอ...ทำให้ผู้ชมได้นึกตามว่าเราดูเรื่องจริงแต่จรรโลงใจได้มากมาย....
และในที่สุดเราดูหนังอินเดียไปมากเรื่องเข้าๆๆ...เราจะค้นพบกับคำว่า " ความเหมือนที่แตกต่าง" ได้แน่นอนและแดงแน่ใจว่าทุกคนต้องคิดตรงกับพี่แดงคิดหรืออาจจะมีคำอื่นที่คล้ายกันกับคำนี้ก็อาจเป็นได้...เพราะหนังอินเดียทุกเรื่องไม่มีความเหมือนกันในลักษณะที่เป็นความเฉพาะของชีวิตและจิตใจ...โดยดูได้จากแนวหนังจะไม่เคยซ้ำแนว(แต่จะมีรูปแบบของการดำเนินชีวิตเหมือนกันทุกเรื่อง)..เพราะหนังอินเดียเขาสะท้อนความหมายให้ทุกคนตะหนักว่าไม่มีใครจะมีอะไรได้เหมือนกันไปได้หมดแม้กระทั่งแฝดเหมือนใช่มั้ยคะ...ก็คือทุกชีวิตเรามีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันแต่เกร็ดของชีวิตแต่ละคนจะแตกต่างกันไป....และทั้งหมดนี้พี่แดงคิดว่าต้องเป็นที่มาของสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษาได้นำมาให้ศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้มนุษย์อยู่ได้อย่างดีกับสิ่งต่างๆๆรอบรอบตัวเขาที่เราเห็นว่ามีหลากหลายสาขามากๆๆเลยหละ...แต่จะมีสาขาที่แต่ละคนถนัดกันไป...สาขาที่ถนัดก็ไม่ไช่จะทำให้มนุษย์เหมือนกันได้ทุกอย่าง....พี่แดงจึงเพิ่มเติมอีกด้วยคำว่าชีวิตทุกคนมีความจำเพาะก็ว่าได้นะคะ.....
พี่แดงคาดว่าหลายๆๆท่าจะต้องได้เคยสังเกตุเห็นความจริงอีกข้อที่ทำให้หนังอินเดียยิ่งทรงไว้ซึ่งความลึกซึ้ง....ก็คือการเชื่อมโยงเหตุการณ์หรือประเด็นสำคัญค่ะ...เช่นในหนังเรื่องสวาเดสเราจะพบเหตการณ์ที่เชื่อมโยงกนในเนื้อเรื่องคือฉากที่โมฮานนั่งมองออกมานอกหน้าต่างขณะเครื่องบินกำลังจะลงจอด...มองภูมิประเทศบ้านเกิดที่จากไปนานทางหน้าต่างด้วยความรัก ชื่นชม และยินดีที่ได้กลับมาเห็นอีกครั้ง. (ฉากนี้โมฮานมองมาจากระดับที่สูงมากจึงยิ่งมองดูสวยงามและยังอยู่ในระดับเพียงผิวเผินอยู่มากดูเขามีความสุขและความหวังเพราะคิดถึงแม่นม..)....ฉากนี้จะเชื่อมโยงให้ผู้ชมเปรียบเทียบกับอีกฉากคือ...ฉากที่โมฮานเศร้า สะเทือนใจจากการเห็นภาพและได้รับทราบข้อมูลจากครอบครัวชาวนาที่เช่านาคุณครูกีต้าและมองออกมาทางหน้าต่างรถไฟ...เห็นเด็กชายถือตะกร้าใส่ถ้วยน้ำชา และกาน้ำชาพร้อมกับตะโกนขายน้ำ...โดยปกติโมฮานจะดื่มน้ำแร่จากขวดที่ได้มาตรฐานการผลิต...แต่วันนั้นโมฮานยอมซื้อและดื่มน้ำจากเด็กขายน้ำ...เพราะว่าเขาสงสารสภาพความด้อยโอกาส...และในความคิดเขาขณะนั้นน่าจะคิดว่า...ถ้ามีการนำความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยมาพัฒนาจากของเดิมที่ดีอยู่กว่า 80 % แล้วหละเพราะเป็นน้ำชาที่ผ่านการต้มมาแล้วและถ้วยแบบนั้นในประเทศอินเดียเขานำมาใช้เพียงครั้งเดียวและผู้ที่ใช้จะทุบแตกไปเองเลย(พี่แดงดูจากสาระคดีตามรอยพระพุทธเจ้า..)โดยถ้ามีการดูแลให้ความรู้เพิ่มอีกไม่มากมายก็สามารถนำมาเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานได้ไม่แพ้นำแร่ที่โมฮานเคยดื่ม...(ฉากนี้โมฮานมองลึกซึ้งเพราะเข้าใจสภาพที่เป็นจริงมากกว่าดูเขาสะเทือนใจมาก..น้ำตาไหล..เป็นฉากที่เปรียบเทียบว่าถ้ามองในระดับต่ำกว่าจะเห็นชัดเจนถึงสภาพที่เป็นอยู่...ซึ่งก็น่าจะมีความหวังว่าจะสวยงามได้เช่นกันถ้าได้รับการพัฒนาอย่างร่วมแรงร่วมใจ...)....
ยังมีอกหลายเรื่องนะคะ...เดี๋ยวจะมาเล่าต่อ....
สวัสดีค่ะคุณนกแลและทุกๆๆท่าน......
สาระต่อไปได้จากนังเรื่องสวรรค์เบี่ยงเปลี่ยนทางรักนะคะ....หนังเรื่องนี้จะเชื่อมโยงให้ผู้ชมเห็นคำว่า...พรหมลิขิต....ฉากที่นางเอกเกือบพลาดรถไฟที่จะไปเที่ยวยุโรปแต่พระเอกชารุกฮ์ มาถึงพร้อมๆกะนางเอกคาโจลแต่ขึ้นรถไฟได้ก่อนและมองเห็นนางเอกกำลังจะพลาดรถไฟจึงยื่นมือลงไปจับมือนางเอกและดึงขึ้นรถไฟได้อย่างปลอดภัยนะคะ(ฉากนี้เริ่มต้นรู้จัก...).และจะมีฉากคล้ายคลึงกันในฉากสุดท้ายที่พ่ออมริต ปุรี อนุญาติให้นางเอกไปหาพระเอกได้ตอนนั้นระเอกอยู่บนรถไฟแล้ว...นางเอกก็วิ่งตามไป...พระเอกก็ตื้นตันใจและยื่นมือมารับนางเอกขึ้นรถไฟไปได้อย่างปลอดภัยเหมือนฉากแรกเลยค่ะ(ฉากนี้สมหวังในรัก...)
ในทัศนะของพี่แดงเอง..พี่แดงเห็นหนังอินเดียทุกเรื่องเป็นเหมือนวิชาเรียนที่บรรจุไว้ในมหาวิทยาลัยของโลกซึ่งทุกๆๆคนจะสามารถเข้าศึกษาในชั้นเรียนได้ตลอดเวลา...เนื้อหาในหนังอินเดียแต่ละเรื่องสามารถเข้าใจได้ในผู้คนทุกระดับ...(แม้กระทั่งเด็กเล็กๆๆที่เพิ่งหัดเรียนรู้..ถ้าพ่อ - แม่มองเห็นความสำคัญเช่นเพลง.. การเต้น...เวลาทักทายสวัสดี..เวลาเขาแตะเท้าผู้ใหญ๋...เวลาเขาไหว้พระสวดมนต์เป็นต้นเป็นการฝึกให้เด็กเริ่มรับความรู้สึกอ่อนโยนและนุ่มนวนที่เห็นเป็นรูปธรรม...เช่นที่เราได้เห็นที่น้องขัญข้าวเล่าถึงน้องสาวคือน้องขวัญข้าว 2 น้องยีนลูกสาวพี่แดงเองและมีเด็ๆๆอีกหลายคนที่พี่แดงเห็นนะคะ )..ทุกชนชั้นวรรณะ..ทุกระดับการศึกษา...ทุกเชื้อชาติ..ทุกศาสนา...ทุกภาษา.เช่นตัวอย่างจากเราทุกคนที่ได้ศึกษาเรื่องราวหนังอินเดียจากเวปฯคณโมนี่แหละนะคะ....เพราะหนังของเขามีเนื้อหาที่เป็นจริงได้..และจะพบการUpdateในทุกๆๆด้านเสมอๆๆในหนังอินเดียโดยเราจะสังเกตุได้จากเนื้อหาในหนังกับข่าวสารและเรื่องราวที่เป็เหตการณ์ปัจจุบันต่างๆๆ...ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับคำไม่มีใครแก่เกินเรียนได้....เพราะโดยปกติแล้วทุกชีวิตพอจบการศึกษามาแล้วก็...ฟังข่าวบ้าง...ดูละครหลังข่าวบ้าง...ดูสารคดี ดูรายการโชว์..ไปทำงาน..พักผ่อน...วนไปเวียนมา..การวิเคราะห์ข่าวหรือเรื่องราวจากละครก็ไม่ค่อยจะได้ทำเพราะอาจจะดูแค่เพลินๆๆไปเพื่อคลายเครียด???...ถ้าเรื่องราวในชีวิตประจำเหล่านั้นจะบวกการหนังอินเดียเข้าไปด้วย.. ..ทุกคนจะเริ่มหันกลับมาคิดว่า...เห็นชัดเจนเลยว่าหลายคนเรียนจบแล้วก็จบเลย...และเชื่อแน่ว่าคำว่าหนังอินเดียเป็นวิชาเรียนของมหาวิทยาลัยโลกเหมือนทัศนะของพี่แดงจะต้องออกมาจากความรู้สึกของทุกๆๆคน...
พี่แดงเขียนสาระส่วนนี้เสร็จต้องขอขอบคุณคณพลอยกะคุณราชานะคะที่ทำให้พี่แดงคิดเรื่องนี้ได้แจ่มชัดขึ้นมาได้มากกว่าที่เคยคิดไว้(เห็นในกระทู้รหัสลับดาวินชี่ของคุณราชาค่ะ)...ขอบคุณน้องข้าวและทุกๆๆคนด้วยนะคะ
เล่าแล้วพี่แดงก็จะเปรียบอีกคำว่าหนังอินเดียเปรียบเสมือนอากาศดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตขอทุกๆๆชิวิตโดยส่วนใหญ๋...
...สวัสดีค่ะทุกท่าน...
.............. สาระต่อไปนั้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ.................
พี่แดงมักจะพูดประจำว่าดูหนังอินเดียแล้ว...เหมือนว่าชาวอินเดียเนี่ยนะคะเขาจับจองเขตสวรรค์ไว้กันแล้วหละ....พระเอกนางเอกช่างสวยงามราวกะเทพบุตรและเทพธิดา(ได้ดูเรื่องแรงรัก...ที่เขาบอกว่าผู้หญิงอินเดียเปรียบเสมือนเทพธิดา...พี่แดงก็ชอบใจที่เขาพูดได้เหมือนที่พี่แดงคิด...)..ถ้าใครได้ฟังเรื่องกลียุค = ที่มีความหมายว่าเป็นยุคมืดเป็นยุคที่เลยกึ่งพุทธกาลมา...ผู้คนยิ่งห่างไกลความเข้าใจด้านศาสนาเพราะเป็นยุคที่ท่านว่าภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์เช่นเปรต อสูรกาย เดรัจฉาน นรก เขาเริ่มหมดกรรมในส่วนนั้น..และมีบุญได้เกิดเป็นมนุษย์และมาเกิด..ซึ่งจิตวิญญาณบางดวงอาจจะไม่เคยถูกความดีงามขัดเกลามาเลยด้วยซ้ำคือเขาเริ่มเหมือนกับเรียนรู้เอาใหม่...พัฒนาการทางด้านจิตใจ จิตวิญญาณก็คงเริ่มมาจากการติดลบ (คือการคิดด้านลบ...)..ก็วุ่นวาย...วุ่นวาย...และจะว่นวาย...และผู้ที่ท่านทำหน้าที่ปรับสมดุลและทำลายร้างโลกก็จะทำหน้าที่ของท่านเมื่อถึงกำหนด...เป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปอยู่แล้วไม่มีอะไรห้ามได้....เรามีหน้าที่รักษาเราเองและคนที่เรารักทั้งหลายรวมทั้งคนอื่นๆๆบ้างตามกำลังบุญแห่งตน...โดยแสวงหาความรู้ที่ปลอดภัยคือแสงธรรมที่จะนำทาง
เราพอทราบว่าคนอินเดียนับถือพระเจ้า...และก็ต้องแน่นอนหละที่เผ่าพันธ์ของเขาก็ต้องขัดเกลาตนเองให้เหมือนเทพบุตรและเทพธิดาอยู่เสมอๆๆ...และจนเป็นอัตโนมัติคือซึมซับไว้ในสายเลือด...และจะเป็นไปโดยจิตใต้สำนึก...พระเอกหนังอินเดีย(คือเทพบุตร) นางเอกหนังอินเดีย(คือเทพธิดา)และดาราอื่นๆๆ..เขาตั้งใจและบรรจงถ่ายทอดคุณธรรมในแดนสวรรค์สมบัติเพื่อช่วยดึงสรรพชิวิตที่มีบุญพอที่จะได้ดูหนังอินเดีย...ได้เข้าใจโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย...เพราะดูแล้วเหมือนเขาไม่ค่อยจะโปรโมทหนังเท่าไหร่นะคะ...เทพบุตรและเทพธิดาเหล่านั้นทำหน้าที่แทนพระเจ้าเพื่อชักชวนชี้แนะความดีให้เราเขาใจได้อย่างลึกซึ้งและนุ่มนวล...ให้ทุกชีวิตพยามยามยืนหยัดขึ้นให้ได้ด้วยขาของตนเอง....คนอินเดียเขาทำหน้าที่ให้กำลังใจ ให้ความรู้แก่ชาวโลก...ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อช่วยให้มีชิวิตรอดได้เพียงแค่หมดอายุขัย...แต่ยังมองถึงอนาคตในโลกหน้าของจิตวิญญาณดวงนั้นๆๆด้วย..
daeng wrote: ในหนังแขกเนี่ยนะ.....ลองสังเกตุดูนะคะว่าเขามีสาระอะไรแฝงไว้..... พี่แดงเห็นการรงค์ต่างๆๆค่ะ...หลายอย่างนะคะเช่น *** ฉากที่ตัวแสดงเช่นพระเอกนางเอกถูกรถชนอย่างน่ากลัวแบบจับใจเลยหละค่ะ.....เขารณรงค์เรื่องอุบัติเหตุจราจร.....พี่แดงว่าถ้าใครดูแล้วจะ....ชงัดเลย....ติดตาติดใจทำให้ผุดอยู่ในความทรงจำเมื่อเราออกสู่ท้องถนน....เช่นเรื่องฟ้ามิอาจกลั้นรัก.....โลกสร้างมาให้เรารักกัน...ท้าหัวใจพ่อ.....เวปไซด์ความรักดอทคอม..... ความคิดเห็นที่ 220***ข้อความนี้จะตั้งใจจะ post ที่กระทู้"หนังแขกมีอะไรแฝงไว้" ที่หน้า 2 เวปฯ thaimohabbat.com ค่ะแต่postไม่ได้..นำมาฝากไทยฟิล์มก่อนค่ะ....*** พี่แดงได้มีโอกาสได้รูจักและคุ้นเคยกะพี่ว่านที่เวปฯnangindia.comค่ะ..พี่ว่านเป็นมีคุณพ่อเป็นคนอินเดีย คุณแม่เป็นคนไทยนะคะ..พี่ว่านเล่าเรื่องราวที่คุณพ่อมักจะสอนลูกๆ..ประทับใจมากค่ะ...และมีข้อความหนึ่งที่ตรงกะกระทู้นี้ค่ะพี่แดงจึงเก็บมาฝาก...คุณพ่อพี่ว่านบอกว่าลูกๆต้องดูหนังอินเดีย..เพราะการดูหนังอินเดียเป็นการเสพศิลป์....คำว่าเสพศิลป์ตรงใจพี่แดงมาก..และเป็นคำที่เหมาะมากพี่แดงพูดเหมือนคุณพ่อพี่ว่านไม่เป็นแต่ว่าใช่คำนั้นเลยค่ะ....และพี่แดงจะรวบรวมขึ้นมาใหม่ในทัศนะของพี่แดงเองด้วยว่า...หนังอินเดียมีศิลปะการทำหนังที่ยอดเยี่ยม...สามารถถ่ายทอดศาตร์ต่างๆในโลกของเรา...ลงเป็นศิลปะบนแผ่นฟิล์มได้อย่างงดงามน่าทึ่งค่ะ...เพื่อสื่อสารให้คนดูสามารถเข้าใจเรื่องที่ยากๆ..ให้ดูง่ายและงดงาม..ลึกซึ้งกว่าที่เคยคิดว่าลึกซึ้ง....***และก็คัดมาจากไทยฟิล์มค่ะ***
ความคิดเห็นที่ 220***ข้อความนี้จะตั้งใจจะ post ที่กระทู้"หนังแขกมีอะไรแฝงไว้" ที่หน้า 2 เวปฯ thaimohabbat.com ค่ะแต่postไม่ได้..นำมาฝากไทยฟิล์มก่อนค่ะ....*** พี่แดงได้มีโอกาสได้รูจักและคุ้นเคยกะพี่ว่านที่เวปฯnangindia.comค่ะ..พี่ว่านเป็นมีคุณพ่อเป็นคนอินเดีย คุณแม่เป็นคนไทยนะคะ..พี่ว่านเล่าเรื่องราวที่คุณพ่อมักจะสอนลูกๆ..ประทับใจมากค่ะ...และมีข้อความหนึ่งที่ตรงกะกระทู้นี้ค่ะพี่แดงจึงเก็บมาฝาก...คุณพ่อพี่ว่านบอกว่าลูกๆต้องดูหนังอินเดีย..เพราะการดูหนังอินเดียเป็นการเสพศิลป์....คำว่าเสพศิลป์ตรงใจพี่แดงมาก..และเป็นคำที่เหมาะมากพี่แดงพูดเหมือนคุณพ่อพี่ว่านไม่เป็นแต่ว่าใช่คำนั้นเลยค่ะ....และพี่แดงจะรวบรวมขึ้นมาใหม่ในทัศนะของพี่แดงเองด้วยว่า...หนังอินเดียมีศิลปะการทำหนังที่ยอดเยี่ยม...สามารถถ่ายทอดศาตร์ต่างๆในโลกของเรา...ลงเป็นศิลปะบนแผ่นฟิล์มได้อย่างงดงามน่าทึ่งค่ะ...เพื่อสื่อสารให้คนดูสามารถเข้าใจเรื่องที่ยากๆ..ให้ดูง่ายและงดงาม..ลึกซึ้งกว่าที่เคยคิดว่าลึกซึ้ง....***และก็คัดมาจากไทยฟิล์มค่ะ***
***พี่แดงมักต้องได้ค้นหาหนังสือที่เรื่องอะไรๆก็ตามที่มักอยู่ในความสนใจค่ะ...วันนึงก็ได้หนังสือเล่มนึงมาชื่อหนังสือ"ร้อยคำที่ควรรู้"...ผู้แต่ง ดร.เสรี พงศ์พิศ...มีคำนิยามของคำต่างหลายคำนะคะ...และคำที่พี่แดงจะนำมาลงในวันนี้พี่แดงได้อ่านแล้วทำให้พี่แดงเชื่อมโยงเข้ากับการดูหนังได้ด้วยนะคะ...และยิ่งพบความคหมายที่เราทราบแต่พูดเป็นคำพูดเราเองไม่เป็นมากขึ้นในหนังอินเดีย....และเชื่อมโยงได้แม้กระทั่งศาสนาพุทธที่พี่แดงศัทธามั่นค่ะ...ลองอ่านดูนะคะ..คำว่า..***
องค์รวม(Holistic..)
องค์รวมเป็นแนวคิดที่อธิบายว่า ทั้งหมดของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิจากส่วนต่างๆ ที่สัมพันธ์และขึ้นต่อกัน อย่างไรก็ดี องค์รวมเป็นอะไรที่ใหญ่กว่า มากกว่า และใหม่กว่าแค่การเอาส่วนประกอบต่างๆมารวมกันหรือบวกกัน (the whole is more than the son of all parts)
แนวคิดแบบองค์รวมอธิบายว่า คุณสมบัติบองระบบไม่อาจกำหนดได้หรืออธิบายได้โดยเอาส่วนประกอบทั้งหมดมารวมกัน ชีวิตของคนเป็นองค์รวมที่ไม่อาจอธิบายหรือเข้าใจได้โดยพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ แบบแยกส่วนแล้วเอามารวมกัน ชีวิตเป็นระบบ เป็นสายใยที่เชื่อมโยง เป็นข่ายที่สัมพันธ์ ก่อให้เกิดความจริงที่เรียกว่าชีวิต องค์รวมป็นทั้งหมดที่แบ่งแยกมิได้ เพราะถ้าหากแบ่งแยกก็ไม่มีความเป็นจริงที่เป็นอะไรที่ใหญ่กว่าส่วนต่างๆ มารวมกัน แยกส่วนอวัยวะต่างๆ ออกจากัน คนก็ตาย ไม่ใช่คนอีกต่อไป
ความคิดที่เป็นระบบ(systems thinking) จึงประกอบด้วยความคิดรวบยอด(concepts)ที่เป็นองค์รวมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น องคาพยพ(organism) บูรณาการ(integration)ผนึกพลัง ประสานพลัง หรือสะงเคราะห์พลัง(synergy)และอื่นๆ
แนวคิดองค์รวมตรงกันข้ามกับ..แนวคิดแบบลดทอน..(reductionism)..หรือแยกส่วน...วึ้งวิทยาศาสตร์แบบกลไกลใช้กันมาหลายร้อยปีและยังมีอิทธิพลอยู้ในปัจจุบัน การลดทอนหมายถึงการทำให้ความจริงลดลงมาเหลือแค่เรื่องเดียวที่อธิบายได้ในตัวมันเองการแพทย์แผนปัจจุบันกระแสหลักเป็นตัวอย่างของการลดทอนโดยพิจารณาโรคแบบแยกส่วน อย่างโดดเดี่ยวเป็นเรื่องๆแล้วรักษาแบบแยกส่วน ไม่ได้พิจารณา"คน" แต่พิจารณา"โรค" พิจารณาอวัยวะส่วนหนึ่งเท่านั้น
องค์รวมเป็นแนววามคิดดั้งเดิมของปรัชญาตะวันตกและตะวันออก แตเมื่อผ่านไปหลายศตวรรษ ตะวันตกค่อยๆแยกส่วนความคิดแลพัฒนามาถึงที่สุดในยุคฏิวัติวิทยาศาตร์ ปฏิวัติอุตสาหกรรมในสามร้อยปีที่ผ่านมา ขณะที่ปรัชญาตะวันออกปรัชยบาฮินดู พุทธปรัชญา ปรัชญาจีน เต๋า เซน ล้วนแต่พูดถึงสัจธรรมที่เป็นองค์รวม สอดคล้องกับฟิสิกส์สมัยใหม่ที่เห็นความสัมพันธ์แบบองค์รวมของสรรพสื่ง และเห็นความคล้ายและเหมือนระหว่างปรัชญาตะวันออกและฟิสิกส์สมัยใหม่ วึ่งเข้าใจเหมือนกันว่า "เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว"
***พิจาณาตามนั้นดูนะคะ แล้วสังเกตุว่าการดูหนังและความคิดเห็นต่างของเราเป็นตามนั้นจริงๆเพียงแต่เราให้คำนิยามความรู้และความเห็นของเราไม่ชัดเจนเหมือนที่หนังสือกล่าว...และเป็นได้ด้วยว่าเราเองอาจนำความคิดเห็นที่หนังสือไม่ได้กล่าวมารวมเข้าได้ด้วยนะคะ..เพราะเราอาจค้นพบจากความรู้และความเห็นของเราเพิ่มเติมได้อีก...หรืออย่างน้อยเราเองอาจขยายคำนิยามตามนั้นให้แจ่มชัด..เพราะความเข้าใจที่ได้จากการทำจริงๆ..ก็เป็นไปได้มากค่ะ...วึ่งเรียกว่าองค์ความรู้(km)นั่นเองค่ะ...