Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: นิทานสอนใจ ไม่อ่านไม่รักกันจริง
นกแล กล้วยแขก

Date:
นิทานสอนใจ ไม่อ่านไม่รักกันจริง
Permalink   


ในเปลวไฟยังมีประโยชน์จากการเผาใหม้ ในดวงตายังมองเห็นแม้มีธุลีบดบัง
การอาฆาตพยาบาทนำมาแต่ความแตกแยก เรื่องวุ่นๆ ระหว่างเว็ปหนังอินเดียเลิืกกันได้แล้วยัง

ประโยคด้านบน นกแล กล้วยแขก เขียนเอง เพราะหวังจะเป็นคนกลาง มาทำให้บรรยากาศต่างๆ ดีขึ้น แต่ต้องเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ ว่ากันแต่ปาก คนเก่าแก่น่าจะรู้ดีว่า
อาการป่วนต่างๆ นั้น มีที่มาจากอะไร และทำไม

นกแลอ่านในกระดานมานาน จำได้ว่า กระทู้ Top 5 คือจุดแตกหัก แต่ไม่เชื่อว่ามีเท่านั้นน่าจะเป็นเรื่องของการยุ หรือ มีบ่างมาทำให้ คนในวงการเว็ปหนังอินเดีย มองหน้ากันไม่ติดมากกว่า ลองหลับตานึกว่า มันน่าจะมาจากอะไร

อย่างไรก็ตามจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไมเมื่อเราจะช่วยกันสร้างสรรค์วงการหนังอินเีดีย นกแลว่า ถึงเวลาแล้วที่จะแสดงความจริงใจต่อกัน เพื่อเราจะกลับมาแจมกันอีก

ใครจะเริ่มก่อน นกแลขอถาม เพื่อวันพรุ่ีงที่แสนงามงดในวันหน้า

นกแล กล้วยแขก ขอความเห้น



__________________
กุ๊กไก่ อึ๋ม

Date:
Permalink   


สวัสดีค่ะ

กุ๊กไก่ งงมากค่ะ อ่านมาพบกระทู้นี้ วงการหนังอินเีดียในไทยเคยมีเืรื่องเครียดๆ แบบนี้ด้วยหรือค่ะ แบบว่า อึ้งค่ะ ขอสนับสนุนค่ะ ขอให้กลับมายิ้มให้กันดีกว่าค่ะ ใครก็ตามที่ทำให้เรื่องลุกลาม ก็อย่าไปเอาเขามาใกล้ๆ เราสิค่ะ เหมือนเอาน้ำมันไปราดไฟ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกมากๆ กับเรื่องที่ว่านี้ ไม่ขอแสดงความเห้นค่ะ แต่ขอให้หันกลับมาจับมือกันดีกว่าค่ะใครเห้นด้วย ขอเสียงค่ะ

ตกใจ แต่ ห่วงใย
กุ๊กไก่ อึ๋ม




__________________
อาบัง

Date:
Permalink   

เอ.มีด้วยเหรอ??..จะขวัญข้าวก็ไม่ใช่..จะราชาก็ไม่ใช่อีก..จะคุณเปรมก็ไม่น่าใช่...มองดูทุกๆคนก็ไม่ใช่อีกอ่ะแหล่ะ...อ๋อ!~อาบังนี่เอง(แป่วววว.??????)



__________________
ขวัญข้าว ข่าน

Date:
Permalink   

แหม แหม. น้า เล่นเอาชื่อข้าวคนแรกเลยรึ แหะ แหะ
ดูเหมือนพักนี้น้าจะหยอก (กัด!!!!!! ) ข้าวบ่อยเป็นพิเศษเลยน่อ
ไปละ
ขวัญข้าว ข่าน

__________________
daeng

Date:
Permalink   

          วันนี้พี่แดงก็มีนิทานตามเคย.....จริงๆๆแล้วนิทานก็เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชิวิตพี่แดงเมื่อเด็กๆๆ  พ่อของพี่แดงก็มักจะปวดขาอยู่เรื่อยๆๆ ลูกสาวอย่างพี่แดงก็ถูกใช้ให้เหยียบขาเป็นประจำก็เลยหน้างอ....ขอให้พ่อเล่านิทานให้ฟังซะเลย...พอตอนเช้าไปโรงเรียนก็เล่าต่อ...เพื่อนๆๆที่ชอบฟังก็มานั่งมือค้ำคางศอกตั้งโต๊ะรอฟังพี่แดงเล่านิทาน...พ่อก็ถนัดเรื่องรามเกียรติ์...


         แต่พี่แดงไม่เล่าหรอกนะคะเรื่องรามเกียรติ์( พี่แดงดูจบไปประมาณเดือนที่แล้ว 20 แผ่น ดูแล้วก็รักพระรามเพราะหล่อเรียบร้อยสุภาพบุรุษ..แต่ฟีเวอร์พระศิวะเพราะหล่อแบบเจ้าชู้นิดๆๆ....


         พี่แดงจะเล่านิทานในตำราพระพุทธศาสนาอีกตามเคย....เรื่องเกี่ยวกับกรณีพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบันกับพระเทวทัตคู่อริ....


         ความว่าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัตซึ่งจริงๆๆแล้วเคยเกิดเป็นญาติๆๆและรักใคร่กันมาทุกๆๆชาติ ชาติที่มีเหตุแตกแยกกันนั้นเกิดเป็นนกกระทาอาศัยอยู่บริเวณทะเลทราย....นกกระทาทั้งสองครอบครัวก็รักกันเหมือนชาติอื่นๆๆ...อยู่มาวันหนึ่งนกกระทาที่จะเป็พระเทวทัตออกไปหาอาหารฝากลูกๆๆให้นกกระทาพระพุทธเจ้าดูแลรังและลูๆๆให้ด้วย..วันนั้นเกิดเหตุช้างป่าตกมันวิ่งมาเป็นฝูงมาทางที่มีรังของนกกระทาทั้ง 2 ครอบครัว...นกกระทาพระโพธิสัตว์ก็ตกใจรีบพาลูกๆๆตนเองหลบภัยได้อย่าปลอดภัย.....แต่รังของนกกระทาพระเทวทัตนั้นไม่มีลูกๆๆรอดเลย....พอนกกระทาพระเทวทัตกลับมาก็คร่ำครวญว่านกกระทาพระโพธิสัตว์ใจร้าย ใจดำไม่ดูแลหลานๆๆ...ไม่ว่านกกระทาพระโพธิสัตว์จะอธิบายว่า...ขอโทษเพราะสถานะการณ์อย่างนั้นเรานึกเห็นแต่ลูกๆๆของเราและเหตุการณ์ก็กระทันหันเหลือเกิน......นกกระทาพระเทวทัตก็ไม่ยอมรับฟัง...หยิบทรายขึ้นมา 1 กำมือแล้วโปรยลงและบอกว่าเราจะอธิษฐานจองเวรกันไปให้ได้ชาติเท่าเม็ดทรายกำมือนั้น...หลังจากชาตินั้นเกิดมาก็จองเวรพรพุทธเจ้ามาทุกชาตินับจากนั้น...


         แต่จริงๆๆแล้วกรรมจะดูที่เจตนานะคะ...หมายความว่านกกระทาพระพุทธเจ้าไม่มีเจตนาปล่อยให้ลูกๆๆนกกระทาของพระเทวทัตตายเพียงแค่เหตุการณ์แบบนั้นไม่มีใครสามารถช่วยได้เลย...นกกระทาพระพุทธเจ้าไม่ได้มีบาปหรือความผิด...แต่นกกระทาพระเทวทัตเขามีแรงอาฆาตเพราะเหตุรักลูกๆๆ....จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคู่อริ....แต่เมื่อพบกันทุกๆๆชาติก็ทำร้ายกันและชดใช้กันตลอดเช่นพระพุทธเจ้าเกิเป็นมโหสถ...พระเทวทัตเกิดเป็นมหาปุโรหิตของเมืองคู่อริ...ก็มีเหตุให้พระมโสถกดศีระพระเทวทัตลงบนพื้นทำให้มหาปุโรหิตเกิดศรีษะถลอก...ชาติต่อมาพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระยานาคภูริทัตพระเทวทัตเกิดเป็น....ที่เรียกกันว่าหมองูและจับพระพุทธเจ้าไปร่ายรำร่างกายบอบบช้ำจากหมองูทำร้ายจนมีเหล่านาคอื่นมาช่วยไป...หมายถึงต้องชดใช้เวรกรรมให้กันไม่จบสิ้นเพียงแต่ว่าท่านอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าจึงไม่เสียทีมากมายและเหตุที่จริงๆๆแล้วในชาติที่เริ่มก่อเวรกันก็ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายลูกๆของพระเทวทัต....แต่จากเรื่องทั้งหลายๆๆทุกๆๆชาติที่ได้ฟังเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระเทวทัตนั้นก็นับว่าพระเทวทัตก็มีบุญมากอยู่ไม่ไช่น้อย...ไม่อย่างงั้นไม่สามารถรอดมาเกิดถึงชาติสุดท้ายร่วมจองเวรกับพระพุทธเจ้าได้อีกเพราะจิตวิญาณในระดับธรรมดาที่เวียนว่ายตายเกิดและไม่ได้รู้จักศาสนาพุทธและไม่ได้ทำบุญในศาสนาพุทธท่านว่ารอดน้อยเมื่อเกิดเหตุการณ์ทำลายล้างโลก...ชาติสุดท้ายก็ถูกพระธรณีสูบลงสู่มหาอเวจีซึ่งเป็นนรกขุมที่ลึกกว่า....มีพระภิกษุชาวศรีลังกาคือพระมาลัยเถระท่านไปเห็นตอนที่ท่านท่องนรก-สวรรค์หลังจากพระพุทธเจ้าทรงพระปรินิพพานแล้วอีกนาน.....พระมาลัยเป็นพระในนิกายเถระวาทเหมือนชาวพุทธส่วนใหญ่ในไทย....เป็นนิกายเดียวกันกับพระมหินทราเถระและพระสังฆมิตราเถรีซึ่งเป็นพระโอรส-พระธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช....


        พี่แดงก็เล่าตามประสาความคิดเห็นของพี่แดงและประกอบกับรื่องที่อ่านพบว่า


   - คนที่เป็นคู่อริหรือโกรธ หรือน้อยใจกันก็ให้อภัยกันดีกว่าเพราะเราไม่สามรถรู้ได้ว่าบุญเราและบุญของคนอื่นเขามีแค่ไหน ถ้าเกิดคู่กรณีของเราเขามีบุญอันยิ่งใหญ่เราก็ปลอดภัยถ้าไม่จองเวรเขา....แต่ถ้าเกิดเป็นคู่อริคนมีบุญใหญ่ก็มหาอเวจีคือที่สุดท้ายของเรา...ไม่ได้เกิดอีกนาน...ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดเพราะโดนร้างโลกไป...ท่านว่าจิตวิญญาณที่เกิดต่ำกว่าพรหมโลกชั้นที่ 2 ก็จะตายไหม้เป็นจุล....ยิ่งผู้หญิงด้วยแล้วถ้าไม่ไช่ในศานาพุทธจะมีบุญถึงพรหมโลกชั้นที่ 2 นั้นน้อย...มากๆๆ....(บางสมัยก็ร้างไม่ถึง.....ถึงแค่แดนมนุษย์ก็มี...คือแดนมนุษย์และต่ำกว่าเป็นจุลหมดนั่นเอง)


    ยกตัวอย่างท่านพระโมคคัลลามหาสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า...ท่าเคยเกิดเป็นโจรชาติที่เนิ่นนานมาแล้วและฆ่าคน(เป็นกรรมชั่วเพราะเจตนา)....คนที่ท่านฆ่าเหล่านั้นก็มาเกิดเป็นโจรและฆ่าท่านอีก...สลับกันไปมา....แต่เหตุที่ท่านอธิษฐานมีบุญใหญ่เป็นถึงพระอรหันต์...ท่าก็มีอิทธิฤทธิ์มากมายด้วย....ชาติสุดท้ายที่ท่านเป็พระโมคคัลลาโจรกลุ่มที่เคยจองเวรกันก็มาตามฆ่า....แต่ท่านเหาะหนีอยู่เนืองๆๆด้วยอภิญญา....แต่โจรก็ตามมาไม่เคยลดละ...จนท่านรู้จากในสมาธิว่าต้องชดใช้ให้เขาเพราะกรรมที่มีต่อกันท่านจึงยอมให้โจรฆ่าตาย....แต่ท่านก็เข้าสู่พระนิพพานเพราะเป็นพระอรหันต์.....ส่วนกลุ่มโจรพระมาลัยก็ไปพบที่มหาอเวจี...ไกล้ๆๆกับที่เห็นพระเทวทัตในครานั้นแหละ...(ท่านพระยายมท่าเล่าให้พระมาลัยฟังว่ามีแค่พระโมคคัลลาและระมาลัยเท่านั้นที่ลงมาถึงแดนนรกได้.....ท่านพระมาลัยท่านไปพบพระอินทร์และมเหษสีทั้ง 4 ด้วยและยังได้พบเทพบุตรที่รอจุติเป็นพระศรีอาริยะเมตรัยด้วยนะคะ...พระอินทร์ท่านเป็นพระโสดาบันที่เป็นฆราวาส..เรื่องของพระอินทร์ฟังแล้วก็ตื้นตันจนน้ำตาไหลทีเดียวเพราะว่าท่าเกิดนอกพุทธศาสนาเพิ่งได้โสดาบันเมื่อองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนกรรมฐานให้เมื่อวันที่ท่านหมดบุญจากบุญของภูมิเดิมเตรียมจะไปจุติใหม่เพื่อสร้างบุญใหม่เอาไว้โอศเหมาะๆๆจะเล่านะคะ...)


       - แต่ถ้าคู่อริที่บุญเท่าเทียมกันสักวันเขาจะอโหสิกรรมกันได้เพราะเหตุแห่งบุญช่วยให้ความแค้นเคืองหมดลงจากใจ....และต่างคนต่างไปสู่บุญใหญ่แน่นอน....ถ้ารูแจ้งถึงการอโหสิกรรมเร็วก็สบายในชิวิตกว่าเพราะไม่มีอุปสรรคอีก....


        



__________________
MOOMUD DEOL

Date:
Permalink   

ทะเลาะอะไรว่ะ

__________________
PREM ROSHAN KHAN

Date:
Permalink   

         


        ฟามซวยเข้ามาเยือนเมื่อ อาเฮียตี๋บังใช้วาจาต่อท้ายชื่อเค้าว่า "ไม่น่าใช่" ทีคนอื่นเฮียแกใช้ว่า "ไม่ใช่ กะ ไม่ใช่อีก" ...เลยต้องเข้ามาชี้แจงเดี๋ยวใครจะแกล้งเข้าใจเราผิดๆ


          หลังจากเสร็จ "ศึกวัน SHAH RUKH" เมื่อประมาณช่วงเดือน ต.ค. - พ.ย. 48  ตัวอิชั้นก็แขวนนวมและมิเคยทะเลาะเบาะแว้งกะใครอีกเลย (นอกจากราชา....ซึ่งทุกอย่างทำไปเพราะความรัก)


           อิชั้นเองก็งงค่ะ....ว่ามีเรื่องแบบที่ว่าด้วยฤา....อิชั้นไม่ทราบจริงๆ ง่ะ!!!!


           การที่อิชั้นเที่ยว...ไปจิกคนโน้นที...คนนี้ 2 ที คงไม่มีใครโกธรนะเจ้าคะ....เพราะเราเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น...ก็มีไม่กี่คู่หรอกที่อีกหน่อยคงได้เป็นแควนกันจริงๆ ....


           ไปแว้ว!!!! คิดถึงทุกคนจังเลย


                    ราชาคิดถึงเราหรือเปล่า...เราคิดถึงราชามากนะจ๊ะ



__________________
daeng

Date:
Permalink   

      ขอแก้ไขว่า...พระโมคคัลาเป็นมหาสาวกเบื้งซ้ายนะคะ....พระสารีบุตรเป็นมหาสาวกเบื้งขวา...

__________________
PREM ROSHAN KHAN

Date:
Permalink   

 


              พี่แดงจ๋า....ขอบอกว่าพี่แดงน่ารักมากๆ


               ที่อุตส่าห์เข้ามาบอกข้อมูลที่ถูกต้อง....บอกตามตรงเลยนะว่าเราน่ะตอนแรกที่ได้อ่านก็ไม่รู้หรอกว่าพี่แดงน่ะ สลับข้างสาวกทั้ง 2 ของพระพุทธเจ้า


                มารู้ก็ตอนที่พี่แดงเข้ามาบอกนี่แหละจ้า.....ขอบคุณมากๆ


 



__________________
daeng

Date:
Permalink   

        เหตุเพราะสลับข้างอัครสวกขวา - ซ้าย ขององค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงนึกถึงนิทานอีกเรื่องค่ะ....


        เมื่อครั้งองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ในภัทรกัปน์นี้ ( ภัทรกัปน์จะมีองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 5 องค์...องค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือองค์ที่ 4...ส่วนองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัทรกัปน์นี้คือพระศรีอาริยเมตรัย )..... มีท่านอาจารย์เจ้าของสำนักลัทธิอื่นๆๆอยู่ท่านนึง ....ท่านอาจารย์ท่านนี้จะมาเกิดเป็นพระสารีบุตรในองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือองค์ที่ 4 นะคะ...มีลูกศิษย์มากมาย...อยู่มาวันหนึ่งลูกศิษย์มาหาและขอไปบวชในสำนักองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์...เพราะได้ไปฟังธรรมของท่านมาแล้วช่างน่าอัศจรรย์นัก....ท่านอาจารย์ก็ตรวจสอบดูว่า...อย่างไรรึที่ท่านเล่า....พอศิษย์เล่าจบท่านก็รู้ได้ทันทีว่าดีจริงๆๆและเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว...ท่านอาจารย์ก็ประกาศให้ศิษย์ทุกคนได้ไปบวชในสำนักองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 3 และทุกคนก็ได้บรรลุอรหันต์หรืออื่นๆๆตามภูมิแห่งตน...ส่วนท่านอาจารย์ท่าไม่ไปเพราะเหตุที่ท่านหยิ่งและภาคภูมิใจในคุณสมบัติของท่านมาก...ท่านคิดว่าเรามีคุณสมบัติมากมายนัก...ขออธิฐานเป็นอัครสาวกเบื้องขวาขององค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 จึงจะเหมาะสมกับตน....หมายถึงท่านจะเป็นอรหันต์ในชาตินั้นก็เป็นได้แต่ท่านปสะสงค์จะเป็นอัครสาวกเบื้องขวา....และเนิ่นนานต่อมาหลังจากที่โลกถูกทำลายล้างตามกฏของธรรมชาติไปแล้ว....จิตวิญญาณรอดพ้นจากการทำลายล้างก็มาเกิดกันใหม่ในเวลาที่เหมาะสม....(องค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะไม่สามารถสืบทอดศาสนากันได้เหมือนอาจารย์กับศิษย์เพราะเป็นสิ่งเฉพาะตน...แต่เมื่อตรัสรู้แล้วจะเป็นธรรมอันเดียวกัน....แต่ผู้ที่บำเพ็ญตนเป็นองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสามารถเกิดได้ทั้งในและนอกศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆๆ...


      และท่านที่จะมาเกิดเป็นพระสารีบุตรนั้นก็ถึงเวลาที่ท่านจะบรรลุความปรารถนา....เมื่อท่านทราบข่าวองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 คือองค์ปัจจุบันท่านมาตรัสรู้แล้วท่านก็ตั้งใจจะไปถวายตัว....แต่ก็ระลึกถึงกัลยาณมิตรที่อธิษฐานคู่กันมาทุกๆๆชาติคือท่านที่จะมาเกิดเป็นพระโมคคัลลานะ...ว่าถ้าท่านใดท่านนึงในจำนวน 2 ท่านนั้นได้พบอะไรดีๆ...จะมาบอกกันก่อน...หมายถึงการที่ได้พบองค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4


ท่านพระสารีบุตรก็รีบไปหาเพื่อนคือพระโมคคัลานะเพื่อมาบวชในศาสนาขององค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน...และท่านทั้ง 2 ก็บรรลุที่ได้อธิษฐานไว้ครั้งกระโน้น...องค์มเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแต่งตั้งให้พระสารีบุตรเป็นอัครสวกเบื้องขวา -


 พระโมคคัลานะเป็นอัครสาวกเบื้งซ้าย.....ค่ะ



__________________
daeng

Date:
Permalink   

     ช่วงสงกรานต์พี่แดงอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าชาวอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่พม่า...อาจารย์ของท่านคือท่านอาจารย์อุบาขิ่นซึ่งเป็นชาวพม่า...


     ก็เลยเห็นข้อความที่ท่านเล่าถึงพระสารีบุตรเล่าทำไห้พี่แดงจำได้ว่า...เล่าตกข้อควาทสำคัญไป...ว่า...ท่านพระสารีบุตรได้เห็นพระท่านนึงบิณฑบาตรหน้าตาผ่องใสคือท่านพระอัสสชิ..หนึ่งในปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ.ท่านคิดว่าสมณะท่านนี้ต้องเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วเป็นแน่...ท่านจึงสอบถามได้ความว่าเป็นลูกศิษย์ขององค็สมณะโคดมบรมครู(เจ้าชายสิทธัตถะ)จึงได้ดีใจและนึกถึงกัลยาณมิตรที่อธิฐานคู่กันมา..


    หลังจากนั้นพราะสารีบุตรท่านจะระลึกถึงพระอัสสชิเสมอ...เวลาท่านนอนถ้าทราบว่าพระอัสสชิอยู่ทางทิศไหนท่านจะไม่หันปลายเท้าไปสู่ทิศนั้น...ถ้ารู้ท่านก็จะหันหัวนอนไปทิศที่พระอัสสชิอยู่


     ท่านอาจารย์ของท่านอาจารย์อุบาขิ่นอีกทีเล่าว่ามีการทำนายไว้ตอนต้นพุทธการว่าศาสนาพุทธจะหายไปจากประเทศที่ให้กำเนิดนานถึง  2500 ปี และประเทศนึงที่นำแนวทางวิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมให้บริสุทธิ์ไว้(คือพม่า)จะนำมาคืนแผ่นดินแม่หลัง2500ปี...และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่อาจารย์โกเอ็นก้าท่านเริ่มศึกษาทางด้านวิปัสสนา...และนำไปที่อินเดีย...ไปทั้งครอบครัวท่านเป็นชาวฮินดู....ท่านอาจารย์อุบาขิ่นท่านก็เสียชิวิตช่วงนั้น...ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าก็เสียใจแต่ก็ตั้งใจทำให้ความตั้งใจของท่านอาจารย์ของท่านสำเร็จ..เพราะท่านดูมั่นใจและตั้งใจต่อคำทำนายมากโดยเปิดสอนที่พุทธคยาประเทศอินเดีย...ในไทยก็มี



__________________
daeng

Date:
Permalink   

             วันนี้พี่แดงจะเล่านิทานเรื่องพระอินทร์ที่ค้างเอาไว้ตั้งนาน....เรื่องยาวน่าสนใจมากนะคะ...พี่แดงจะพยายามเล่าให้ดีที่สุด...เพราะตำราเล่มที่มีเรื่องพระอินทร์...พี่แดงให้น้องที่ทำงานเอาไปศึกษา...กลัวเล่าไม่ครบถ้วนจังงง...


           เนิ่นนานมาแล้ว....สมัยนั้นยังว่างจากพระพุทธศาสนา...มีเพียงชิวิตความเป็อยู่แบบธรรมดา....ของชิวิตชาวโลก....มีชายคนหนึ่งชื่อมาฆมานพ....มีภรรยาทั้งหมด  4  คน กลัวจำชื่อภรรยาท่านไม่ครบจัง......1.นางสุธรรมา  2.นางสุจิตรา  3.นางสุนันนทา 4.นางสชาดา... นางสุชาดาเป็นคนที่สวยมากอายุจะน้อยกว่าท่านอื่นๆๆ...และเป็นญาติของท่านมาฆมานพด้วย....รักสวยรักงามและไค่อยสนใจอะไรเพราะถือว่ายังงัยสามีก็รักมากและมีฐานะเป็นญาติกันด้วย


           อยู่มาวันนึง...ท่านมาฆมานพ...ได้ถากถางถนนหนทาง...หาฟืนมาก่อให้เด็กและคนแก่ๆๆได้ผิงไฟแก้หนาว.....ทำไปทำมา...ก็เริ่มเป็นที่แปลกใจของคนทั่วไปว่า...ท่านมาฆมานพเนี่ยกำลังทำอะไรนะถึงทำอะไรแปลกๆๆไม่เหมือนชาวบ้านเขาจัง...ก็มีคนมาถามว่าท่านมาฆมานพทำอะไร  คิดอะไร ถึงทำอะไรแปลกๆๆจังเลย...จุดประสงค์คืออะไร


           ท่านมาฆมานพตอบว่า...ทำบุญ....ก็มีคำถามต่อว่าบุญเนี่ยเป็นอะไร...น่าตาอย่างไร...ยังไงรึ....ท่านมาฆมานพก็อธิบายจนหมดปัญญาแล้วคนถามก็ไม่ได้เข้าใจหละนะ...ถามอยู่นั่น...เขาก็ดีนะที่สงสัยอะไรๆๆที่ดีมากๆๆ..คนตอบก็พยายามตอบเต็มที่ก็ยังไม่เป็นอะไรเลย....ท่านก็มองไปมองมา....ก็มองเห็นดวงจันทร์ลอยอยู่บนฟ้าโน่น....ท่านมาฆมานพก็ปิ๊งๆๆไอเดียเลย...ตอบอีกทีว่าท่านมองดูดวงจันทร์สิ....คนถามก็มองขึ้นบนท้องฟ้าสายตาก็อยู่ที่ดวงจันทร์.....ท่านมาฆมานพเล่าต่อว่าบุญนั้นเมื่อทำแล้วจะส่งผลให้ผู้ทำอยู่ในที่ๆ...เหมือนดวงจันทร์....คนฟังก็เข้าใจทันที....เลยตกลงสมัครร่วมทำบุญกับท่านมาฆมานพ...ตอนนั้นมีสมัครพรรคพวกที่เต็มใจร่วกันประมาณ 33  หรือ36 คน ...พี่แดงก็จำตัวเลขไม่ครบถ้วน....ก็ทำบุญ เช่นสาธารณประโยชน์เช่นถนนหนทาง สร้างศาลา  สร้างสระ  สร้างสวนเป็นต้น...และยังร่วมกันรักษาคุณธรรม...พี่แดงจำไม่ได้มากข้อด้วย....เช่นเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นต้น....


         ส่วนภรรยาของท่านมาฆมานพและท่านอื่นๆๆ...มีนางสุธรรมเป็นผู้ริเริ่ม...ก็อยากทำบุญร่วมกับสามี....แต่คนสมัยก่อนเขาจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปก้าวก่ายในการกุศลเลย....ภรรยาของท่านเหล่านั้นก็ต้องสร้างกลอุบายเพื่อให้ตนเองได้มีส่วนในกองบุญด้วยเช่นนางสุธรรมมาติดสินบนช่างที่ก่อสร้างศาลาเพื่อให้ประวิงเวลาการสร้างป้ายศาลา..คือไม่ไห้ทำเสร็จทันเวลาที่เป็นฤกษ์มงคลของการเปิดศาลา....และนางสุธรรมมาก็ทำป้ายชื่อนางสุธรรมมาเองไว้รอ....เมื่อถึงเวลาเปิดป้ายที่ท่านมาฆมานพตั้งใจทำก็ไม่เสร็จ...........นางสุธรรมมาก็เสนอเรื่องป้าย....ขอให้ใช้ป้ายที่นางสุธรรมมาทำไว้....ก็เลยเป็นไปตามที่ต้องการของเหล่าผู้หญิง....หลังจากนั้นพอมีนางสุธรรมมาทำบุญได้ผู้หญิงทุกคนก็ใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อขอทำบุญร่วมกัน....ขาดแต่นางสุชาดาที่ไม่สนใจเรื่องการทำบุญเลย


        เมื่อทุกคนสิ้นบุญ....จากการเป็นมนุษย์ก็ไปเกิดพร้อมกันบนสวรรค์...มีชื่อชั้นด้วยพี่แดงจำไม่ได้...สาธารณะประโยชน์ต่างๆๆที่ทำไว้ร่วมกันก็ไปปรากฏที่สวรรค์และสวยงามกว่าอย่างน่อัศจรรย์...ท่านมาฆมานพกาลต่อมาท่านก็ได้ตำแน่งองค์อัมมรินทราธิราช...พร้อมพระมเหสี 3 ท่านขาดแต่นางสุชาดา....( เมื่อไปอยู่ก็มีท่านที่มีบุญมากอยู่แต่คุณธรรมคงจะยังไม่งดงามเหมือนชุดของท่านมาฆมานพ....มีอยู่ก่อนแล้วแต่กลุ่มเดิมเขามักจะดื่มสุรา...แล้วขาดสติทำตัวน่าอาย...พระอินทร์ก็อดสูใจนัก....มีวันนึงมีงานเลี้ยงท่านกลุ่มที่เคยอยู่เดิมก็ดื่มจนเมามายขาดสตินอนอยู่เกลื่อนกลาด...พระอินทร์ท่านก็ตัดสอนพระทัยพากันจับท่านเดิมๆๆเหล่านั้นทิ้งลงไปแถวๆๆเชิงเขา...ชื่ออะไรหนา...เขาพระสุเมร หรือไกรลาสนะ....และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผิดใจกัน...ต่อมาก็มีเรื่องที่ต้องทให้เกิดสงครามสวรรค์...หลังจากนั้นท่านที่เป็นหัวหน้าสวรรค์คนเดิมก็ประชุมทำข้อตกลงกันว่าจะไม่ดื่มสุรา....จึงได้ชื่อว่าอสุราตั้งแต่บัดนั้น...)


        องค์อัมรินทร์ท่านก็นึกถึงภรรยาอีกคนที่เคยเป็นมนุษย์ด้วยกันคือนางสุชาดา...ท่านก็ส่องทิพย์เนตรเห็นนางสุชาดาไปเกิดเป็นนางนกกระยางขาว.....ก็ตามไปหา.....ปรากฏร่างเล่าเรื่องราวให้นางจำชาติเดิมได้และพานางนกกระยางขาวไปชมสวรรค์....นางก็เห็นศาลานางสูธรรมมา  สวนสวยและสระโบกขรณีของนางอี  2   คนก็เข้าใจเหตุการณ์...และพี่นางทั้ง 3 ก็มาเยี่ยมพูดให้นางสุชาดาเห็นชัดเจนว่า...ดูทีรึแต่ก่อนสวยงาม...แต่ปัจจุบันเป็นนกกระยางขายาว....ก็ให้กำลังใจให้นางสุชาดาทำความดี....และทุกคนจะรอให้นางมาอยู่ด้วยเมื่อถึงเวลา....พระอินทร์ก็ให้พรนางสุชาดาไม่ให้ฆ่าสัตว์และเมื่อถึงเวลาพระอินทร์จะไปรับให้สมเกียรติ.....และพระอินทร์ก็พานางสุชาดาก็กลับสู่ที่เดิม....นางสุชาดาก็หมั่นรักษาศีล...ไม่ฆ่าสัตว์...วิสัยนกก็ต้องกินปลาเป็นต้น....เมื่อไม่มีอาหารพวกนี้นางนกกระยางขาวก็สิ้นชิวิตและไปเกิดเป็นธิดาของพระยาอสุราที่พระอินทร์แหละเหล่าเทวดาส่งลงมาอยู่แถวเชิงเขานั่นแหละ.....พระอินทร์ท่านก็ทำตามสัญญาพอนางสุชาดาโตเป็นสาวกำลังจะเลือกคู่ท่านก็ปลอมตัวไปหานางสุชาดาและเล่าให้จำด้.....เหล่าอสูรเมื่อรู้ว่าพระอินทร์ปลอมตัวมาก็เกิดไล่กันไปไม่ลดละ....พระอินทร์ก็พานางสุชาดาไปสู่สวรรค์....และเพราะเหตุที่นางมาจากแดนอสูรตัวคนเดียวก็เลยขอพรพระอินทร์ขอสิทธิ์อยู่ข้างกายพระอินทร์เสมอๆๆ.....


           ต่อมาอีกเนิ่นนาน....เป็นที่น่าสังเกตุว่าเทพบุตรเทพธิดาสมัยหลังๆๆนี้ดูมีอะไรไม่เหมือนเดิม...เช่นรูปกายผ่องใสงดงาม....ปราสาทก็เรืองรอง....เมื่อเปรีบยเทียบกับไพชยนต์ปราสาทของท่าน...ที่เคยเป็นหนึ่งไม่มีสองก็ดูไม่เรืองรองเลย....ด้อยไปถนัดตา.... องค์อัมรินทร์ท่านก็กำหนดดูด้วยทิพยญาณว่าเพราะเหตุอันใดหนา.....ก็ได้คำตอบว่าเพราะสมัยนี้มีองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้แล้ว....ธรรมมะของพุทธองค์เป็นที่น่าอัศจรรย์นัก....เมื่อรู้ดังนั้นแล้วท่านก็พาเหล่าเทพมาเฝ้าองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าถวายตัวเป็นพุทธมามกะ....มีวันหนึ่งพระอินทร์ท่านจะหมดบุญก็เกิดเหตุให้รูว่าจะหมดบุญเช่นมีเหตุอยู่ประมาณ 6 - 7 อย่างไม่แน่ใจนะคะ....เช่นดอกไม้ทิพย์เหี่ยวแห้ง  ที่นั่งแข็งกระด้างเป็นต้น....องค์อัมรินทร์ท่านรู้ดังนั้นแล้วก็เศร้าพระทัย...ว่าเออหนอ....เราจะหมดบุญแล้ว..(ถ้าเทวดาหมดบุญก็ต้องได้มาจากภพเทวดาเพื่อจุติใหม่และบำเพ็ญบุญเอาใหม่..บุญเดิมก็ไม่มีอีก).แต่ท่านเข้มแข็งมากไม่แสดงความเสียพระทัยใดๆๆและยังไม่บอกใครๆๆให้เป็ที่ตกใจ....เพราะจะมีกฏประมาณว่าเหล่าเทพที่เป็นบริวารก็จะสละ....เพื่อลงมาจุติใหม่ด้วย...ท่านก็นึกถึงองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จมาเพื่อจะเข้าเฝ้า....แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเข้า...ที่เราเรียกว่าสมาธิอยู่....ร้อนใจอยากเฝ้าก่อนไปจุติใหม่เพราะเวลาก็เหลือนอยนิดแล้ว....เห็นเทพธิดาท่านนึงอยู่แถวๆๆนั้นท่านก็บอกเทพธิดาไว้ว่าให้กรทบทูลเรื่องให้ด้วย....กลับไปไพชยนต์ปราสาทก็ประทับไม่ติด....นึกถึงท่านปัญจสิกขรณ์คนธรรนักพิณมือหนึ่งของท่าน....ก็ให้เรียกหาเพราะท่านปัญจสิกขรณ์คนธรรได้รับพรจากองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับเวลาเข้าเฝ้า...ท่านปัญจสิกขรณ์คนธรรจะได้รับสิทธิพิเศษ...ท่านขออาศัยให้ท่านปัญจสิกขรณ์คนธรรได้ช่วยให้เข้าเฝ้าได้ง่าย...แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าเพราะอะไร...เมื่อท่านปัญจสิกขรณ์ส่งข่าวมาว่าเข้าเฝ้าได้แล้ว...พระอิมทร์ท่านก็เรียกประชุมด่วนขอให้เหล่าเทพไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน....ทั้งปลาบปลื้มและทั้งทุกข์โศรกในพระทัยแต่กล้ำกลืนไว้เพียงลำพังพระองค์เอง....เมื่อได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นที่รู้แค่ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าและองค์อัมรินทร์ว่าเกิดเหตุอันใด....แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ตรัสถามว่ากระไร....พระอินทร์ก็เสียพระทัย  เสียดายว่าต่อไปจะไม่ได้มาเฝ้าปรนนิบัติอีกแล้ว  แต่ก็ไม่พูดอะไร...องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่ามหาบพิตรมีอะไรถึงได้มาวันนี้....พระอินทร์ก็เลี่ยงเล่าไปสัปเพเหระเพราะยังนึกไม่ออกว่าจะทูลอะไร....เพียงแค่ต้องการไปเฝ้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจุติ...( ถ้าเป็นเทวดา...ท่านอื่นๆๆ...เมื่อรู้ว่าตนจะหมดบุญแล้วก็จะชมแดนสวรรค์ให้คลายทุกข์โศกไป....)


          องค์อัมรินทร์ท่านเล่าไปเล่ามาๆๆ...และได้เล่าว่า....ช่วงหลังๆๆ...มีเทพบุตรเทพธิดาที่เคยทำบุญพุทธศาสนาไปจุติ...ท่านเหล่านั้นงดงามมาก  ปราสาทของท่านเหล่านั้นก็งดงามกว่า....และมีอยู่ครั้งหนึ่ง...เทพบุตรไปจุติที่สวรรค์ชื่อเทพบุตรโคปก...ท่านมีบุญมากนัก....และเวลาใกล้เคียงกันได้มีเทพบุตรไปจุติอีก  4 ท่านแต่มีฐานะในสวรรค์ต่ำกว่าท่านเทพบุตรโคปก...แต่มีเรื่องน่าอัศจรรย์คือ...เทพบุตรโคปกพอเห็นเทพบุตรใหม่ 4 ท่านนั้น...ท่านโกรธมากๆๆ...และชี้หน้าต่อว่ามากกมาย...ความว่า...เทพบุตรโคปกเคยเกิดเป็นเจ้าหญิงโคปิกะญาติๆๆขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า...เคยธรรมบุญและปฏิบัติธรรมกับองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า...และเคยเลื่อมใสและทำบุญตักบาตรและปฏิบัติถวายสิ่งต่างๆๆทำบุญกับท่านพระมหาเถระ 4 รูป ที่ไปเกิดจุติใหม่ต่ๆๆจากท่านโคปกนั่นเอง....ท่านเทพบุตรท่านเสียพระทัยมากก็เลยโกรธมาก...พอท่าโคปกต่อว่า....เทพบุตรทั้ง 4 ก็ระลึกความได้...มีอยู่ 2 ท่านนั่งสมาธิปฏิบัติกรรมฐานจนได้เลื่อนภูมิสูงถึงพรหมโลก...ถ้าบุญท่านเหมาะสมก็สามารถสู่ภูมิอรหันต์ได้ในที่สุดโดยไม่มาเป็นมนุษย์อีกเลยก็ได้...ส่วนอีก 2 ท่านก็ติดใจในความงดงามของแดนสวรรค์ก็ก้มหน้าก้มตาเสวยบุญของตนในแดนสวรรค์นั้นอย่างอับอายพอควร...


               พอเล่าได้ถึงเพียงแค่นี้องคืออัมรินทร์ท่านก็เกิดฉุกคิด...ตรัสถามองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....ธรรมอันใดหรือที่เทพบุตร 2 ท่านนั้นปฏิบัติถึงได้เลื่อนภูมิตนเองสู่พรหมโลก....องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงทราบว่าองค์อัมรินทร์ท่านจะถึงภูมิโสดาบัน ( ขณะที่พี่แดงเล่าเนี่ยที่บ้านพี่แดงก็มืดครึ้ม  มีเมฆและฟ้าร้องด้วยค่ะ...ตะกี้แดดก็จัดมากๆๆ...ขออนุญาติด้วยนะคะท่านองค์อัมริทร์และเล่าเทพ..พี่แดงชื่นชมท่านจากใจจริงเลยนะคะ..อยากเล่าให้น้องๆๆ ฟังด้วย....ฝนลงแล้วค่ะ)....ท่านก็เลยบอกบทกรรมฐานและฝึกให้จนพระอินทร์ท่านสำเร็จโสดาบัน...มีชื่อขั้นด้วยนะคะไม่แน่ใจ...และได้ชื่อใหม่ว่าท้าวสักกเทวะราชโสดาบัน....แน่ะฝนหยุดแล้ว.มีลมอ่อนๆค่ะ..)....เมื่อสำเร็จโสดาบันแล้วพระอินทร์ท่านก็เปลี่ยนร่าง...แวบ...นิดเดียวค่ะ...ไม่มีใครสังเกตุเห็นเลย...มีที่ทรงทราบเพียงองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าและองค์อัมรินทร์เพียง 2 ท่านเท่านั้น....และก็ไม่ได้มีท่านใดเอ่ยถึงเลย....มีผลให้สมบัติของท้าวสักกเทวะราชโสดาบันงดงามมากๆๆ....ไพชยนต์ปราสาทก็งดงาม.....พี่แดงไม่เคยเห็นหรอกค่ะ...แต่ชอบอ่านและจินตนาการไปตามประสาตนเอง.......


          เรื่องนี้เป็นนิทานอีกเรื่องที่พี่แดงมักจะเล่าเมื่อมีโอกาสที่ดี.....ขอให้น้องๆๆอ่านแล้วชอบเหมือนพี่แดงนะ....สักวันถ้าน้องๆๆเกิดมีธุระต้องได้ใช้....เรื่องนี้อาจจะแวบขึ้นมาในความคิดได้.......


     พี่แดงรักและปรารถนาดีเสมอนะคะส่วนจะใช้ได้หรือไม่ในเรื่องที่เล่ามา....พี่แดงก็ขอบอกจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า...นิทาน...  หนัง ... คำพูดที่เป็นคติ...เราจะนำมาใช้เสมอๆๆเมื่อพบเหตุการณ์ที่เหมาะกับคำตอบนั้นๆๆ....สังเกตุดูนะคะ...หรือถ้าค้นพบคำตอบด้วยตนเองนะคะ...ก็จะรู้เฉยๆๆ...แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่รู้นั้นชื่ออะไรนะ....พออ่านหนังสือหรือดูหนัง ฟังข่าวสาร...แล้วพบคำจำกัดความที่ตรงกับความรู้ที่เราค้นพบจากประสบการณ์...ก็จะดีใจว่าคำนี้และที่เรารู้แต่พูดไม่เป็น...ว่าคืออะไร....


      


 


 



__________________
daeng

Date:
Permalink   

        วันไหนที่พี่แดง...เล่าเรื่องพระอินทร์ฝนก็จะตกค่ะ...ช่วงบ่ายได้เล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังบ้างเพราะได้หนังสือคืนมาแล้ว....เปิดให้ดูบ้างฝนก็....ตก...ต้องขออนุญาติท่านเล่าประจำ....แต่จริงๆๆแล้วฟังข่าวว่าเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินะคะ...จำวื่อไท่ได้...จะมีผลให้อากาศหน้าร้อนไม่ร้อนมากมาย...

__________________
ราชา ไรชาน

Date:
Permalink   

ผมว่า จริงๆ นะครับ วันนี้ ฝนก็จะตกอีกแล้วครับ พี่แดง

ไปล่ะ
ราชา ไรชาน


__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard