Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: ความนิยมและตลาดหนังอินเดียในไทย
unseen

Date:
ความนิยมและตลาดหนังอินเดียในไทย
Permalink   


คนไทยสมัยก่อนช่วงปี 2500 กว่า ๆ คุ้นเคยกับหนังอินเดียตั้งแต่สมัยหนัง 16 มม ขาวดำ      


ผมเองก็แค่เด็กบ้านนอก  ความบันเทิงเท่าที่หาได้ในยุคนั้นก็แบบชนบท หนัง ลิเก  สังเกตุได้ว่าคนไทยต่างจังหวัดชอบดูหนังอินเดียตามโรงหนังบ้านนอกและหนังกลางแปลง


นางเอกยอดฮิตยุคนั้นคือ นีรูปารอย  พระเอกก็ มหิปาล /  ราช การ์ปู  ดาราตลกก็ เมห์มูด   นางระบำยอดฮิตคือ  เฮเลน


          ส่วนใหญ่จะเป็นหนังแนวเทพเจ้า ชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา 


โรงหนังใน กรุงเทพฯที่ฉายหนังอินเดียเป็นหลักคือโรงหนังเท็กซัส ( อยู่ถนนระหว่างเยาวราช เชื่อม เจริญกรุง  )  สมัยนั้น หนังอินเดีย ได้รับความนิยมอย่างสูง  ส่วนหนังจีนยังมีน้อย


ต่อมาหนังอินเดียมีการพัฒนาจากหนังขาวดำ  มาเป็นหนังสีบางฉากบางตอน  เช่น  ฉากเพลง และ สีสวยตลอดทั้งเรื่อง   หนังอินเดียที่สะกดอารมน์และบีบน้ำตาผู้ชมไดมากที่สุด คงไม่มีเรื่องใดเกิน “ธรณีกรรแสง” ( Mother of India )  ที่รองลงมาก็อาทิ คงคา ยมนา


จนกระทั้งก้าวสูยุคหนัง 35 มม หนังอินเดียก็พัฒนาขึ้น  ดาราดัง ๆ ยุคต่อมาที่แฟนชาวไทยนิยมชมชอบคือ คือ ราเยส  คานนา   กับ   มุมตัส  เรียกว่าฮินพอ ๆ กับ  ดาราไทย มิตร เพชรา เลยทีเดียว  หนังเรื่องไหนดาราคู่นี้แสดง  คนดูไม่ต้องดูอย่างอื่น  ควักสตังค์ตีตั๋วดูทันที


                หนังอินเดียที่สร้างประวัติการณ์การฉายยาวนาน และทำรายได้ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัดมหาศาลคือ ช้างเพื่อนแก้ว  ทำลายสถิติทุกแห่งที่ฉาย  พระเอกเรื่องนี้คือ ราเยส   คานนา   แต่ที่เด่นมากคือบรรดาช้างแสนรู้


หนังเรื่องนี้ทำให้นักพากย์ฝีปากเอก ทิวา – ราตรี  เจ้าของหนัง กลายเป็นมหาเศรษฐี


                หนังอินเดียยุต 35 มม ปักหลักฉายที่โรงหนังควีนส์ วังบูรพาอีกแห่ง  หนังอินเดียดัง ๆ นั้น  ถ้าออกเดินสายสามารถเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  บางเรื่องก็นำเพลงอินเดียมาใส่เนื้อร้องไทย  ที่ฮิตไปทั่วก็ ธรณีชีวิต  ที่ได้นักร้องดังอย่าง ชาตรี ศรีชล และยุพิน แพรทอง  มาร้องคู่กัน  ได้ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เขียนเนื้อร้องไทย  กลายเป็นเพลงอมตะ   หรืออย่างเรื่อง    รอยมลทิน    ขายชีวิต ที่มุมตัส แสดงก็ให้ไพรวัลย์ ลูกเพชร ร้องเนื้อไทยกำหัวใจคนดูคนฟัง


                เมื่อสังคมเศรษฐกิจแปรเปลี่ยน  โรงฉายหนังแบบสแตนอโลน( คือตั้งอยู่โดด ๆ ไม่อยู่ตามศูนย์การค้า ) ทะยอยปิดตัว ปรับตัว   โรงหนังที่ฉายหนังอินเดียอย่าง เท็กซัส  ควีนส์ ก็ต้องหยุดกิจการ   .......


            ครั้นถึงยุคโลกาภิวัตน์ หนังอินเดียพัฒนาไปมากทั้งเทคนิคการสร้าง  การถ่ายทำ โปรดักชั่นที่มีมาตรฐาน  จนกระทั้ง บอมเบย์ ฐานผลิตหนังอินเดียที่ใหญ่ที่สุด  ได้ชื่อว่า BOLLYWOOD            สามารถเปิดตลาดไปทั่วโลก  ผู้สร้าง  ผู้กำกับ  ดารา  ก้าวสู่ระดับอินเตอร์  หนังอินเดียบางเรื่องพูดภาษาอังกฤษ  และคว้ารางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติ


                แต่...แต่....ทำไมหนังอินเดียที่เคยเป็นขวัญใจผู้ชมชาวไทย  จึงลดน้อยไปจากตลาดไทย จนแทบไม่มีหนังอินเดียฉายตามโรงในรอบปกติ


                ทว่า  ......    หนังจีน  หนังฝรั่ง  พาเหรดเข้ายึดครองโรงหนังทั้งในกรุงและต่างจังหวัด รวมทั้งทีวีทุกช่อง


                ทำไมจึงเป็นเช่นนี้   คงต้องยกยอดไปตอนต่อละครับ


*******************


ขอแสดงความยินดีกับผู้จัดทำเวบนี้ 


และ  ยินดีรู้จักกับ”คอหนังอินเดีย”ทุกท่าน


chartscript@hotmail.com


                 



__________________
VNO

Date:
Permalink   

แล้วยังไงต่อค่ะคุณ อันซีน


หัวข้อน่าสนใจมากค่ะ


เป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันที่ยุคนี้มีแต่หนังจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เต็มไปหมด


คนไทยเราเองเริ่มลืมไปแล้วว่าหนังอินเดียเป็นยังไง หรือบางที่ไม่เคยดูแต่จะจำต่อๆกันมาเองว่าร้องเพลงวิ่งข้ามเขา ทั้งที่จริงแล้วก็ลืมดูเนื้อหาข้างในเหมือนกันน่ะ



__________________
chajang

Date:
Permalink   

นั่นสิคะ ก้อยก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไม คนไทยถึงได้ลืมความสนุกสนานของหนังอินเดียไปจนหมด และหลงเหลือไว้แต่ความคิดโบราณ ที่เอามาฝังหัวลูกหลาน จนกลายเป็นอคติที่ขวางกั้น กลายเป็นกำแพง บดบังเนื้อแท้ของหนังอินเดียที่เราควรจะมองเห็น


 


โดยธรรมชาติของคนไทยแล้ว น่าจะชอบดูหนังอินเดีย มากกว่าหนังฝรั่ง จีน หรือเกาหลีด้วยซ้ำ เพราะหนังอินเดียใกล้ชิดกับพื้นฐานชีวิต ของเรามากกว่าหนังฝรั่ง หนังจีน ฯลฯ ดังที่มีคนเคยบอกว่า หนังอินเดียเป็นความฝัน ความฝันที่ดูน่าจะเป็นจริงได้ ง่ายกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด.. ทั้งๆที่ บางครั้งดูขัดแย้งกับความป็นจริงอย่างสุดชีวิต แต่ก็ดูเหมือนจะสามารถเป็นไปได้ในความเป็นจริงอย่างง่ายดาย เช่นกัน จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าคนไทยคนไหน ที่สามารถลบกำแพงอคติอันเก่าแก่ลงได้ จะกลับมาหลงเสน่ห์หนังอินเดียได้อย่างง่ายดาย.. เพราะหนังอินเดีย สอดคล้องกับนิสัย(ที่ค่อนข้างเพ้อฝัน) ของคนไทยเสมอ


 


หนังอินเดีย สามารถฉุดเรา ออกจากความจริงที่โหดร้าย พาสู่โลกแห่งความจริงอีกแห่งหนึ่งที่ไม่มีอยู่ นั่นแหละ.. ความอัศจรรย์ของหนังอินเดีย



__________________
ยุ้ย

Date:
Permalink   

สวัสดีค่ะคุณอันซีน


ถูกใจเลยค่ะหัวข้อเนี้ย พอคุณเริ่มตรงหนังเก่า ๆ ก็อยากจะบอกว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบดูหนังเก่า ๆมาก  เพราะหนังเก่ามันมีอะไรที่แตกต่างจากสมัยนี้มาก ๆ รู้สึกว่าพอเวลาดูแล้วจะได้ย้อนอดีตไปกับมัน ได้เห็นของอะไรที่เป็นรุ่นแรก ๆ เช่นโทรศัพท์ วิทยุ ...


ส่วนในเรื่องเนื้อหาก็จะค่อนข้างเข้มข้นเร้าอารมณ์ดีค่ะ แล้วยิ่งหนังเก่า ๆรุ่นดิลิพ คุมารนะคะยุ้ยยังไม่เห็นฉากเลิฟซีน แบบที่คนสมัยนี้เค้าคิดกันเลยค่ะ แบบว่างง มาก (เพราะมันน้อยจนดูไม่เข้าใจ) ส่วนเพลงก็...จะชอบเฉพาะบางเพลงค่ะ เรื่องเพลงนี่จะชอบตั้งแต่ยุคเฮม่าลงมามากว่า ถ้ายุค 1950 จะอืดไปหน่อยสำหรับยุ้ยค่ะ


เอ่อ...เรื่องข้ามเขานั้นยุ้ยตอนแรก ๆไม่ได้นึกหรือสังเกตตรงจุดนี้เลย พอชอบก็ดูไปเรื่อยๆ แต่พอลองสังเกตดูแล้วก็พบเห็นว่าจิงค่ะที่หนังอินเดียชอบข้ามเขา ขึ้นเขา เพราะแม้แต่วีร-ซ่าร่า ก็ขึ้นเขา หรืออยู่บนท้องทุ่งเหมือนกัน เรื่อง Dil ne Jise Apna Kaha ในเพลงก็มีฉากที่อยู่บนเขา ร้องเพลงบนเขาค่ะ  พูดง่ายๆ ก็คือที่ว่าหนังอินเดียนั้นต้องข้ามเขาก็ถูกแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าคนพูดนั้นไม่ได้นึกถึงเนื้อหาหนังว่าเป็นอย่างไร มีการพัฒนาไปมากแค่ไหนแล้ว เขายังคิดว่ามันเป้นแบบเดิมเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้


ยุ้ยกลับเห็นว่าดีซะอีกที่หนังอินเดียถูกเรียกอย่างนี้ เพราะถือว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ในตนเอง และไม่ใช่เป็นชื่อเรียกที่เลวร้าย หรือไม่ดี ยุ้ยเองกลับคิดว่าหนังไทยแหละที่ยังหาแนวให้กับตัวเองไม่ได้เลย ยุ้ยยังไม่รู้ว่าอะไรคือเอกลักษณ์ของหนังไทยเลย อย่างจีนก็มีแนวบู๊ดุเดือด แบบกังฟูเป็นหลัก ฝรั่งก็ความทันสมัย ความก้าวล้ำทางวิชาการเป็นหลัก อินเดียก็เป็นเพลงที่อยู่ในหนัง กับวีถีชีวิตของเค้าที่เป็นเอกลักษณ์


แล้วหนังไทยล่ะคืออะไร? ยอมรับว่าหนังไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าชาวบ้านเค้า (ดูจากเรื่ององค์บาก...ฯลฯได้)แต่ยังขาดสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ อยู่ในหนังทุกเรื่องใช่ไหมคะ?....


เดี๋ยวนี้หนังอินเดียก็พัฒนาไปมาก เนื้อหาก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยนั้น ๆ แถมยุ้ยคิดว่าเค้าน่าจะล้ำหน้ากว่าเราไปหลายเรื่องนะ (อย่างน้อยก็แฟชั่น)เดี๋ยวนี้หนังรุ่นใหม่ ๆของอินเดียก็เริ่มจะมีเซ็กซี่มากขึ้นแล้วล่ะ ก็โป๊แนวเดียวกับทาทาในเรื่องดูมแหละค่ะ แถมเนื้อหาก็แอคชั่นได้มันส์ดี(ในมิวสิคเพลงจากหนังบางเรื่อง หรือมิวสิคจากนักร้องอินเดียบางคนนั้นก็อาจจะโป๊มากกว่าที่คนไทยคิดก็ได้นะ) เพราะงั้นใครล่ะจะคิดว่าหนังอินเดียโบราณ....ข้ามเขา  อิอิอิ




__________________
คุณ "โมฮับบะเทน"

Date:
Permalink   

สวัสดีคุณ Unseen และ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน

ดีใจมากครับที่มีเพื่อนสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนก็มีความสนใจในหนังอินเดียเหมือนกัน ดังที่เราเรียกกันว่า คนรักหนังอินเดีย หรือคอหนังอินเดีย เป็นต้น
พวกเรารอข้อมูลตอนต่อไปของคุณ Unseen อยู่นะครับ หากมีข้อมูลแนวคิดอันเป็นประโยชน์ กับวงการ ภารตะภาพยนตร์ ก็ขอเรียนเชิญ ให้หน้ากระทู้ของเราได้เสมอครับผม

ขอบคุณครับ
คุณ "โมฮับบะเทน"
psirball@hotmail.com

__________________
unseen

Date:
Permalink   

เรื่องหนังอินเดียในไทย  มีต่อแน่ครับ  กำลังเขียน


ได้เข้าชมเวบนี้  และกระดานข่าวเกี่ยวกับดาราอินเดียของท่าน ๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะ ซารุขห์  ข่าน  แฟนพันธุ์แท้ตรึม


ต้องขอชมเชยเวบมาสเตอร์ และ คนรักษ์หนังอินเดียที่ทำเวบ ทำกระดานข่าวทุกท่าน ทุกเวบ


ด้วยความชอบ  ความนิยม  ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับภารตวิทยา เรื่องเกี่ยวกับอินเดีย หนังอินเดีย  ผมจึงขอโอกาสทำเวบแบบง่าย ๆ เท่าที่สติปัญญาและโอกาสอำนวย  Bollywood2Thai


ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นแบบเด็กอนุบาล  ว่าง ๆ ก็เชิญไปเยี่ยมชมได้ครับที่


http://www.b2t.thcity.net/


หากมีข้อแนะนำประการใด เชิญไปโพสต์ได้  หรือส่งเมล์มาที่ 


ขอฝากให้อยู่ในความเอื้ออาทรของทุกท่านครับ


chartscript@hotmail.com


ขอขอบคุณครับ


 



__________________
unseen

Date:
Permalink   

 ห่างหายไปหลายวันเนื่องจากติดภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ   ต้องขออภัยหลายท่านที่ติดตามและทวงถามว่าเมื่อไรจะเขียนต่อ    เอาละครับว่ากันต่อเลย

            คราวที่แล้วตอนท้ายได้นำเสนอประเด็นที่ถือว่าเป็น”จุดเปลี่ยน” ของตลาดหนังอินเดียในเมืองไทย คือเงื่อนไขเรื่อง “โรงฉาย”



            ไม่ว่าหนังชาติใด  ในประเทศใด  “ โรงฉาย “  ถือเป็นปัจจัยหลัก   หนังจะดี  จะทุ่มทุนสร้างขนาดไหน  ถ้าไม่มีโรงฉายก็ไม่มีทางออก  ยิ่งในยุคนั้นยังไม่มี  ทีวีดาวเทียม  เคเบิ้ลทีวี   ยิ่งบอร์ดแบนด์อินเตอร์เน็ต  ไม่ต้องพูดถึงเลย   แค่คิดก็ยังคิดไม่ถึง



            “โรงหนัง” จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้หนังต่าง ๆ ออกมาสู่สายตาผู้ขม



            รองลงมาคือ “ผู้จัดจำหน่าย “  และ “สายหนัง  “



            ผู้จัดจำหน่าย  ก็คือ  ผู้ที่ได้ลิขสิทธิ์ หนังเรื่องนั้น ๆ ในประเทศนั้น ๆ เช่น หนังฝรั่ง หนังจีน หนังญี่ปุ่น หนังอินเดียในเมืองไทย  ใครจะได้ลิขสิทธิ์ 



            ในช่วงปี 2510 เป็นต้นมา  หนังจีนจากฮ่องกงค่ายชอว์บราเดอร์ เริ่มได้รับความนิยม  ผู้ได้ลิขสิทธิ์ในเมืองไทยคือ ยูเนี่ยนโอเดียน  มีออฟฟิชอยู่ที่โรงหนังนิวโอเดียน  ปัจจุบันก็คือตรงวงเวียนโอเดียนที่มีประตูศิลปะจีนหัวถนนย่านเยาวราช   โรงฉายหลักก็นิวโอเดียน



            ส่วนหนังฝรั่งก็มีตัวแทนจากเมืองนอกมาจัดจำหน่าย  ออฟฟิซอยู่ย่านสีลมที่เรียกว่า”ตึกหนัง”  กระจายหนังฉายหลายโรง  อาทิ พาราเมาท์ เมโทร ย่านประตูน้ำ  คิงส์  แกรนด์ ย่านวังบูรพา 



            หนังญี่ปุ่น ปักหลักฉายที่โรงหนังแคปปิตอล   ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่คือ แคปปิตอลฟิล์ม  ดาราญี่ปุ่นยุคนั้นที่ดัง ๆ อาทิ  โตชิโร มิฟูเน่ ( คู่บุญของยอดผู้กำกับ คูโรซาว่า แห่งเจ็ดเซียนซามูไร )  โย ชิชิโด  อาคีระ โคบายาชิ



            ส่วนหนังไทยก็ฉายอยู่ เฉลิมกรุง เฉลิมบุรี เฉลิมไทย  เฉลิมเขตต์  เอ็มไพร์



ต่อมามีโรงหนังใหม่เกิดขึ้นยุคโรงหนังเฟื่องฟู เช่น  เพชรรามา ( ประตูน้ำ )  เอเธนส์  ( ราชเทวี ) โคลีเซี่ยม  ( ยมราช ) และต่อมาย่านสยามสแควร์  โรงหนังขนาดใหญ่เกิดขึ้นโดยค่ายสยามมหรสพ คือ สยาม ลิโด สกาล่า  ที่ฉายหนังคัดเกรด  ทั้งที่ซื้อเองละหนังจากค่ายฝรั่ง  และต่อมาได้ผนวกกิจการโรงหนังกับโรงค่ายฮอลลี้วู้ด โคลีเซี่ยม พาราเมาท์เป็นเครือพีรามิด ทำให้มีศักยภาพด้านการตลาดและอำนาจต่อรองมากขึ้น



โรงหนัง  ชานเมือง  ส่วนใหญ่เป็นของค่าย พูนวรลักษณ์    เจ้าของโรง เพชรรามา แมคเคนน่า ( เชิงสะพานหัวช้าง )  และโรงที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า”เพชร” อาทิ เพชรรามา เพชรเอ็มไพร์ แม้กระทั่ง เพชรพรานนก



โรงชานเมือง หรือที่เรียกว่าโรงหนังชั้นสองที่ดัง ๆ ในยุคนั้นอาทิ มงคลราม่า  พหลโยธินรามา ( ย่านสะพานควาย)



โรงหนังชานเมืองดัง ๆ ในยุคนั้น  ถือเป็น”รายได้หลัก”ของหนังโรงรองลงมาจากโรงใหญ่  ถือเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงที่สำคัญเช่นกัน



ที่ยกเรื่องโรงหนังชั้นหนึ่ง  และโรงหนังชั้นสอง  มากล่าวก็เพื่อให้เห็นภาพรวมของ”ธุรกิจ” โรงหนังในกรุงเทพฯ ว่าอยู่ในวงจำกัดของไม่กี่ตระกูล  และค่อย ๆ ผนวกรวมกันเหลือเพียงไม่กี่เจ้า



“ผู้จัดจำหน่าย” หนังชาติต่าง ๆ มีการแข่งขันและพัฒนาด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง  ยกเว้นหนังอินเดียที่อยู่ในวงแคบและมักเป็นธุรกิจของชาวอินเดียและคนในวงใ น เช่น เคยพากย์หนังอินเดียมาก่อน



ส่วน”สายหนัง” ที่ทำด้านซื้อหนังออกฉายต่างจังหวัด  ในยุคที่หนังอินเดียเฟื่องฟูก็พอไปได้  แต่ก็ต้องรับภาระด้านค่าพากย์ที่ต้องใช้ชายจริง หญิงแท้ เนื่องจากหนังอินเดียมีบทเจรจาของผู้หญิงมาก  ผิดกับหนังฝรั่งใช้นักพากย์ชายเป็นหลัก  ถ้าเป็นโรงใหญ่จึงจะใช้ชายจริง หญิงแท้  แต่ถ้าโรงหนังบ้านนอกนักพากย์ชายคนเดียวพากทั้งพระเอก นางเอก เพื่อนพระเอก เพื่อนนางเอก  นางอิจฉา ยันพ่อตาแม่ยาย…  



เมื่อหนังอินเดียบูมสุด ๆ ตอนช้างเพื่อนแก้ว  สายหนังก็ได้แต่มองตาปริบ ๆเพราะเรื่องนี้ทีแรกสายหนังยังไม่ได้ซื้อ  พอหนังเข้าฉายทำรายได้ถล่มทลาย  ทางผู้เป็นเจ้าของจึงนำออกเดินสายเอง   



           สายหนังต่างจังหวัดรายใหญ่สมัยก่อน   จะซื้อหนังไทยเป็นหลัก  ส่วนหนังอินเดีย จะมีสายหนังรายย่อยที่น้อยพาวเวอร์รับไป  เมื่อออกเร่ฉายก็ไม่มีอำนาจต่อรองเรื่องโรงฉาย วันฉาย  รวมทั้งส่วนแบ่งรายได้ 



        เมื่อการตลาด  การโปรโมทโดยภาพรวมหนังอินเดีย   ขาดช่วงขาดงบขาดการกระตุ้นการสนับสนุนจึงทำให้ไม่เวิร์ค  ตลาดโดยรวมทั้งในกรุงและต่างจังหวัดจึงค่อย ๆ ละลายไปจนแทบไม่เหลือ



             ในขณะที่โรงหนังที่เคยฉายหนังอินเดียเช่น เท็กซัส  ต้องปิดกิจการ   โรงหนัง



ควีนส์ ย่านวังบูรพา และโรงหนังบางกอก ( แถวมักกะสัน )   ที่เคยฉายหนังอินเดียเป็นประจำก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นโรงฉายหนัง 2 เรื่องควบ และโรยราในที่สุด



โรงฉายหนังอินเดียแทบไม่มี  นาน ๆ ทีจึงจะมีหนังอินเดียเข้าฉายซึ่งต้องเป็นหนังใหญ่จริง ๆ เช่น โชเล่ย์ /  KHUDA GAWHA รักข้าเหนือชีวิต ที่เข้าฉายโรงหนังแอมบาสเดอร์ สะพานขาว





เมื่อยุคโรงหนังแบบตั้งเดี่ยวถดถอยลง  โรงหนังในย่านศูนย์การค้าผุดขึ้น  ค่ายใหญ่วางเครือข่ายโรงหนังครอบคลุมไปทั่วกรุงและชานเมือง   เทรนด์ใหม่ของโรงหนังคือเน้นไปที่ตลาดวัยรุ่น  คนเดินห้างช้อปปิ้ง นักเรียนนักศึกษา คนหนุ่มสาว 



กระแสความนิยมตะวันตก  ทำให้เด็กไทยรู้จักนักฟุตบอลอังกฤษดีกว่านักบอลไทย   เช่นเดียวกับฟาสต์ฟูดที่แพร่หลายไปตามห้างสรรพสินค้า   ในขณะเดียวกับที่ข้าวแกงยังขายริมถนน  โรตีต้องเข็นรถขายตามซอย ตามตลาดชุมชน 



“การตลาด สมัยใหม่” ยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้า  สื่อสารมวลชนเข้ามามีบทบาท  การสร้างภาพลักษณ์  สร้าง”แบรนด์” เป็นสูตรสำคัญของการผลักดันสินค้า



แนวฝรั่งพี่ไทยก็เดินตามแฟชั่นเขาเรียบร้อยไปแล้ว    ต่อมาญี่ปุ่นจะไปทางไหน วัยรุ่นไทยก็ไปด้วย  แถมเกาหลี จีนทั้งไต้หวัน เอฟ4 ละอ่อนไทยรับได้หมด 



 แต่การตลาดหนังอินเดียในไทยไม่ค่อยกระเตื้อง



ทางออกของหนังอินเดียในเมืองไทย เท่าที่ปรากฏคือ ออกฉายทางทีวีทั้งซีรี่ส์และหนังเรื่อง  แต่ก็กระปริบกระปอย  ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนกับหนังจีน หนังญี่ปุ่น เกาหลีแล้ว  ผิดกันลิบลับ   ทั้ง ๆ ที่อินเดียผลิตหนังต่อปีมากที่สุดในโลก  และวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยก็มีรากมาจากอินเดีย



มองด้านการตลาดก็พอเห็นแล้วว่า “ภาพลักษณ์ “หนังอินเดียในไทย  ไม่ค่อยได้พัฒนา  คนส่วนใหญ่ขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราวความเคลื่อนไหวหนังอินเดียท ี่อัพเดท  ทำให้ยังคงมีภาพหนังอินเดียปีมะโว้ค้างคาใจอยู่



เช่นพอเอ่ยถึงหนังอินเดียก็มักจะนึกถึงหนังโบราณ นาร๊ายนาราย  หรือไม่ก็ พระเอกนางเอกร้องเพลงวิ่งข้ามเขา 3 – 4 ลูก   ฉากบู๊ก็ต่อยกันเฉียดไปเฉียดมาเป็นงั้นไป  ทั้ง ๆ ที่หนังอินเดียยุคใหม่ก้าวไปไกล  พัฒนาทั้งเนื้อหา  รูปแบบ  การลงทุน  การถ่ายทำ การแสดง  โพสต์โปรดั๊กชั่น โปรโมชั่น ฯลฯ



อย่างเช่น  หนังเรื่อง VEER-ZAARA   /  SWADES  / YUWA  / DHOOM /  Monsoon Weddind  สามารถฉายได้ทั่วโลก



หนังอินเดียในไทยปัจจุบัน  ถ้าหากเป็นหนังโรงในกรุงเทพฯ จะมีมาฉายเฉพาะกิจเฉพาะกาล  เช่น  ตามงานเทศกาลหนังนานาชาติ เทศกาลหนังอินเดีย  หรือ หนังอินเดียรอบพิเศษ (ส่วนใหญ่เป็น รอบเช้าเสาร์ – อาทิตย์ ) ก็มีคนนำมาฉายเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่อง BLACK /  KISNA   แต่ก็ฉายเพียง รอบ สองรอบ  เสียงภาษาฮินดี  และอยู่ในแวดวงจำกัดของชาวอินเดียในกรุงเทพฯ



ตลาดหนังอินเดียในไทยยุคนี้จึงไม่ได้อยู่ที่”หนังโรงหรือทีวี”แต่อยู่ที่   



”หนังแผ่น” วีซีดี  ดีวีดี



ทั้งหนังอินเดียพากย์ไทย   หนังอินเดียเสียงในฟิล์ม



ตลาดหนัง”หนังแผ่นอินเดีย” ยุคนี้…..ไม่ธรรมดา



เรื่องไม่ธรรมดาจึงขอยกยอดไปว่ากันตอนต่อไปนะครับ



**************************



ขอขอบคุณ 



ยินดีรู้จักกับคนรักหนังอินเดีย    E-mail  :    b2t@rediffmail.com



           



__________________
unseen

Date:
Permalink   

ตลาดหนังแผ่น : กรณีศึกษาสำหรับหนังอินเดียในไทย


          ยุคนี้เครื่องเล่นวีซีดีราคาเฉลี่ยเครื่องละประมาณหนึ่งพันบาท  ทำให้ตลาดหนังแผ่นหรือ


วีซีดีเฟื่องฟู    การตลาดหนังแผ่นอินเดียก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย


            สำหรับตลาดหนังอินเดีย ประเภท วีซีดี ดีวีดี ที่นำมาทำพาย์ไทยแล้วจัดจำหน่าย  เท่าที่ติดตามสำรวจตลาดหนังอินเดียที่ทำเป็น วีซีดี ( ดีวีดี ยังมีน้อย )   มีข้อสังเกตุดังนี้


1  ผู้ชม


1.1  กลุ่มผู้ชม   ส่วนใหญ่ เป็นสุภาพสตรี   ส่วนสุภาพบุรุษก็พอมี  แต่เมื่อเทียบสัดส่วนยังน้อยกว่าสุภาพสตรี


1.2  ผู้ซื้อผู้ชม   ยังขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหนังอินเดีย  ทั้งเรื่องที่วางตลาด  และที่น่าสนใจ


1.3  ผู้ซื้อ  มักจะตัดสินใจเลือกซื้อจากการพิจารณา


- ดารานำแสดง ( แน่นอนว่า หนังSRK มาอันดับหนึ่ง) 


 - จากนั้นจะพิจารณาสไตล์หนัง  ซึ่งหนังแนวรัก ชีวิต จะได้รับความนิยมมากกว่าประเภทบู๊  


 - แพคเกจรูปลักษณ์ หน้าปก ถ้าสวยก็ชวนซื้อ   ยิ่งเป็นชุดสามแผ่นใส่กล่องก็ยิ่งน่าสนใจแฟนขาประจำก็ตัดสินใจซื้อไม่ยากเพราะเข้าใจ (ว่าหนังไม่โดนหั่นออก)


1.4  ผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังเขิน ๆ อยู่บ้างในการเลือกซื้อหนังอินเดีย  อาจเพราะเกรงว่าจะถูกมองหาว่าว่า”เชย”(ทั้ง ๆ ที่ความจริง หนังอินเดีย โกอินเตอร์นานแล้ว  ของไทยเพิ่งจะโกจริง ๆ จากองค์บาก ) 


       เคยด้อม ๆ มอง ๆ คนซื้อ  มีหลายรายที่ไม่ดิ่งเข้าไปตรงหนังอินเดียโดยตรง  แต่จะค่อย ๆ ค้น  ค่อย ๆ เลือก  แล้วจึงกระเทิบเข้าไปใกล้หนังอินเดีย


 เท่าที่เคยพบมีอยู่ครั้งหนึ่ง  คุณครูสุภาพสตรีพาเด็กนักเรียนประมาณชั้นประถมต้นไปเลือกหาซื้อหนังแผ่นด้วย  ขณะครูเลือกหนังอินเดียหยิบขึ้นดูหน้ากล่องพลิกไปมา      เด็กนักเรียนที่ติดตามไปด้วยถามอย่างใสซื่อตามประสาเด็กว่า


“ครูชอบดูหนังอินเดียหรือคะ  เหมือนแม่หนูเลย  แม่หนูก็ชอบค่ะ “


            เสียงใส ๆ จากคำถามทำให้คนในร้านหันไปมอง  บางคนอมยิ้มนิด ๆ     ครูสาวไม่ตอบคำถามศิษย์ตัวน้อยที่ชอบถามซอกแซกนอกหลักสูตร    แต่คุณครูสังเกตเห็นหลายคนมองมาที่เธอ  เธอวางหนังอินเดียกล่องนั้นลง  แล้วเดินไปเลือกหนังประเภทอื่นแทน   


แต่เมื่อเวลาผ่านไป  คุณครูคนเดิมก็เดินกลับมาชั้นที่วางหนังอินเดีย  หยิบไปสองสามเรื่องให้คนขายคิดเงินใส่ถุงแล้วเดินออกไป


นี่เป็นตัวอย่างหนุ่งที่ได้เคยพบมาก็พอจะเป็นภาพสะท้อนประเด็นนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย


1.5 ผู้ซื้อผู้ชมไม่ค่อยมั่นใจในหนัง   ทั้งนี่อาจเนื่องจากเคยเจอหนังแผ่นที่ทำออกมาแบบลดต้นทุน  ทั้งเนื้อหนัง  การพากย์  ตัดทอนสั้นลงจนบางเรื่องดูแล้วขาดอรรถรสไปเยอะ  บางเรื่องก็เป็นหนังเก่า หนังต้นทุนต่ำ  หนังลดราคาขายตามตลาดนัด  ตลาดล่าง   เรื่องละ 19 บาท  29 บาท  หรือ 4 เรื่อง 100 ทำให้ผู้ชมบางส่วนคิดว่าหนังอินเดีย”มีแค่เนี๊ยะ” 


 


สำหรับผู้ขาย 


การวางจำหน่ายหนังอินเดียยังค่อนข้างจำกัด    บางร้านก็พอมี  บางร้านก็ไม่มีจำหน่าย  หรือมีแต่ยังน้อย(เมื่อเทียบกับหนังฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี )     ยิ่งถามหาหนังอินเดียบางเรื่อง  คนขายส่วนใหญ่ก็ยิ่งไม่รู้


แต่บางร้านก็ค่อยยังชั่ว  จัดไว้เป็นโซน ๆ หนังแต่ละชาติ  แต่ละประเภท  ซึ่งร้านประเภทนี้ยังมีไม่มากนัก (  ที่เห็นเช่นบางร้านในย่านคลองถม  )


แฟนหนังอินเดียขาประจำก็ยังพอรู้แหล่งรู้ที่  แต่ถ้าเป็นขาจร  หรือรายใหม่แล้ว  โอกาสจะหาหนังอินเดียค่อนข้างยาก


ระบบการจัดจำหน่าย วีซีดี  ผู้จัดจำหน่าย ผู้ได้รับสิทธิ์  เมื่อผลิตออกมาแล้วจะกระจายสินค้าออกไปตามระบบการตลาด   มียี่ปั้ว  ซาปั้ว  ซี่ปั๊ว ฯลฯ


หนังดัง ๆ เป็นที่ต้องการของตลาดจะมีอำนาจต่อรองมาก  ทั้งด้านราคาขายส่ง  เทอมการชำระเงินหรือเครดิต  หนังพ่วง (  หนังที่บังคับซื้อพร้อมกับหนังดัง )


หนังที่ตลาดต้องการส่วนใหญ่เป็น”หนังโรง” ที่เคยฉายโรงหนังโรงใหญ่  มีโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ทีวี  สื่อต่าง ๆ เช่นบิลบอร์ด   ยิ่งเป็นหนังทำเงิน หรือหนังที่ได้รับความนิยมในการเข้าฉายโรงหนัง  เมื่อนำมาทำหนังแผ่น  หนังเหล่านี้จะมี”จุดขาย”ที่เข้มแข็ง  ผู้จัดจำหน่ายก็มีพาวเวอร์ (จนบางราย “เว่อ” ไปเลย ) 


ตลาดหนังแผ่นมีศูนย์กลางอยู่ที่ย่านคลองถม และ สะพานเหล็ก   วันดีเดย์ออกวางจำหน่ายจะจัดเป็นล๊อค  แบ่งเป็นเขต เป็นโซน  มีทั้งตลาดขาย  และ ให้เช่า


กลยุทธการตลาดมีกี่เล่มเกวี่ยน  มีกี่กระบวนท่า  ต่างก็”งัด”มาใช้กันจ้าละหวั่น  เซลวิ่งกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อต  เนื่องจากเม็ดเงินในตลาดมหาศาล 


กลับมาดูตลาดหนังแผ่นอินเดียในไทย( เฉพาะที่พากย์ไทย)    ในเมื่อหนังอินเดียในไทย  แทบไม่ได้ฉายตามโรง ( จะมีบางเรื่องที่นำเข้ามาฉายเพียงรอบ สองรอบ)  โฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์จึงไม่มี  ทางทีวีหรือสื่ออื่นก็ไม่มี


เมื่อมีการนำหนังอินเดียมาทำเป็นหนังแผ่น พากย์ไทย  ไม่ค่อยมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์   หรือถ้ามีก็นิดหน่อย หรือเล็ก ๆ ( แทบต้องเอาแว่นขยายส่องดู )


อาจเพราะว่างบประมาณการโฆษณาจำกัด  หรือยังไม่พร้อมที่จะ”ทุ่มเพื่อสร้างตลาด”  หรืออาจเนื่องจากนโยบาย  “ การตลาดซึมลึกแบบน้ำซึมบ่อทราย ”  ที่ค่อย ๆ  ขาย  ไม่ต้องทุ่มอะไรมาก  เพราะมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว


บางรายอาจเห็นว่า “ไม่น่าเสี่ยง” ที่จะโปรโมท  เพราะจุดคุ้มทุนสูง


ต้นทุนการผลิตหนัง มีตั้งแต่ค่าลิขสิทธ์   ค่าทำบท ค่าพากย์  ค่ามาสเตอรริ่ง


เฉพาะค่าปั๊มแผ่นวีซีดี  หนังอินเดียมาตรฐาน  อย่างต่ำต้อง  3  แผ่นต่อเรื่อง ซึ่งสิ้นเปลืองกว่าหนังทั่วไปที่เฉลี่ยเป็น วีซีดี 2 แผ่น


หนังแผ่นอินเดีย เมื่อรวมกับค่าแพ๊ค ค่ากล่อง  ค่าปก  ก็ย่อมสูงไปด้วย   แต่หนังแผ่นอินเดียวีซีดี  ราคาขายปลีกเฉลี่ยก็ไม่สูง    ประมาณเจ็ดสิบ แปดสิบบาท  จนถึงถึงร้อยเศษ ๆ ลูกค้าทั่วไปพอมีกำลังซื้อได้


ปัจจุบันหากจะประมวลจากปัจจัยส่งเสริมคือการพัฒนาคุณภาพของหนังอินเดียดีขึ้น  การค้าระหว่างไทยกับอินเดียขยายตัวขึ้น  อินเดียเองก็ปรับทิศทางการลงทุนการตลาดระดับนานาชาติ  อนาคตการตลาดหนังอินเดียในระดับนานาชาติจึงมีโอกาสก้าวหน้าไปมาก  โดยมีฐานผู้ชมจากชาวอินเดียเป็นพื้น  ต่อยอดด้วยผู้ชอบความเป็นตะวันออก  และกลิ่นอายแห่งอารยะธรรมภารตะ 


กอปรกับ “จุดขาย “ หนังอินเดียที่มีดาราระดับ”แม่เหล็ก” อาทิ ซาฮ์ รุข ข่าน    อมิตาป  บาจาห์น  อิสวารายา  ไร    ปรีตี้ วินต้า  จอห์น อับบราฮัม ฯลฯ เป็นตัวชูโรง  มีการถ่ายทำในต่างประเทศ  ร่วมทุนกับต่างชาติ  หรือแม้กระทั่งนำนักร้องจากต่างชาติเข้าไปร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ ( DHOOM ) 


ที่น่าจับตาคือ “ระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “ มีช่องหนังอินเดีย  มิวสิควีดีโออินเดีย  แพร่ภาพกว้างไกลไปทั่วโลก   ย่อมส่งผลให้การตลาดหนังอินเดียขยายไปทั่วโลก


           สำหรับรอบ ๆ เมืองไทยเรา ในมาเลย์เซีย  สิงคโปร์ นั้น  หนังอินเดียได้รับความนิยมไม่น้อยหน้าใคร   ยิ่งดีวีดีหนังอินเดียบางเรื่องนอกจากมีซับภาษาอังกฤษแล้วยังมีภาษามาเลย์อีกด้วย   


สำหรับในไทยก็ดูทีท่าว่าน่าจะไปได้แต่ทั้งนี้ต้องมีการนำเสนอข้อมุลข่าวสารอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ      ผู้ค้า ผู้ผลิต  ครีเอทีฟ  ก้อปปี้ไรเต้อร์และสื่อมวลชนต้อง”ทำการบ้าน”  มากขึ้น  


ที่จริงข้อมูลหนังบอลลีวู๊ดทางอินเตอร์เน็ตนั้นก็มีท่วมท้น  อัพเดทกันตลอด  หรือแมกกาซีนหนังอินเดีย( อาทิฟิล์มแฟร์  )  ก็มาตรฐานสูง  


ดังนั้นการโปรโมทหนังอินเดียคงไม่เป็นเรื่องเหนือบ่ากว่าแรงที่จะทำได้   ( แต่ขอร้องเถอะ...อย่าโปรโมท แบบเฉิ่ม ๆ เช่นว่า  นำโดย...บ...บ...บ....ชื่อฝรั่ง  ดังในไทย  แต่นามสกุลย้ายไปอยู่บอมเบย์  ควรหาอะไรที่ใช้”กี๋น”มากกว่านี้หน่อย   ได้โปรดเถอะ......)


ชื่อหนังก็ตั้งให้เข้าท่าเข้าทางหน่อย  ประเภทอ่านชื่อหนังแล้วอยากวิ่งเอาหัวกระแทกฝาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เช่น  โรตี...วิ่งสู้ฟัด น่ะ ขอบิณฑบาตเถอะ   ดีไมดีเขานึกว่า หนังสองเรื่องควบ  หนังอินเดียเรื่อง  หนังจีนเรื่อง  เฮ้อ......  และควรใส่ชื่อเดิมเอาไว้เพื่อให้คนซื้อเขารู้ว่ามาจากหนังเรื่องไหน


ส่วนหนังแผ่นอินเดียที่ทำเป็นดีวีดีนั้นจัดว่าอยู่ในระดับอินเตอร์แล้ว    ชาวอินเดียมีอยู่ทั่วทุกทวีป แฟนหนังอินเดียมีอยู่ทั่วโลก  สถิติผู้ชมหนังอินเดียทั่วโลกนั้นฮอลลีวู้ดยังชะเงื้อมอง


ส่วนในประเทศไทยเรา  ตอนนี้มีบางเรื่องทำเป็น ดีวีดี และ  อีซี่ดีวีดี ( แผ่นเดียว)  ราคาใกล้กับวีซีดี ก็ได้รับการตอบรับดีพอสมควร


ตรงนี้น่าจะเป็นทางออกในการลดต้นทุนได้   ในเมื่อปัจจุบันเครื่องเล่น ดีวีดี ราคาถูกลง (บางรุ่นไม่ถึงสองพัน)  ตลาดดีวีดีกำลังขยาย  ดีวีดีหนังหลายเรื่องทำเป็นสองเวอร์ชั่น  แบบธรรมดา กับแบบพิเศษ (  เพิ่มฟีเจอร์ หรือระบบเสียง  หรือเป็นดีวีดี 9 )


ตลาดหนังแผ่นอินเดียพากย์ไทย  จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพในอนาคต   


สำหรับหนังอินเดียดีวีดี วีซีดี ภาษาฮินดี เสียงในฟิล์ม บรรยายอังกฤษที่อิมพอร์ตเข้ามาในไทยนั้น   กำลังเก็บข้อมูลอยู่ครับ  พร้อมเมื่อไรจะนำมาสาธยายให้อ่านกัน


 ท่านใดมีข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม  หรือมีข้อแนะนำ เชิญส่งมาได้ครับ


E-mail  :  b2t@rediffmail.com          bollywood2thai@yahoo.com


 


 


 



__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard